📊 ระบบบริหาร & เหตุฉุกเฉิน

ความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาตทำงาน — ก่อนเริ่มงาน ระหว่างงาน และเมื่อจบงาน

หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตทำงานตามหนังสืออนุญาต ข้อ 18 กฎกระทรวงที่อับอากาศ 2562 แยกเป็นก่อนเริ่มงาน ระหว่างงาน และเมื่อจบงาน พร้อมเหตุผลที่ใบอนุญาตไม่โอนความรับผิดชอบของนายจ้าง

Safety Station 10115 กันยายน 2569อ่าน 30 นาที · 6,542 คำ
ความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาตทำงาน — ก่อนเริ่มงาน ระหว่างงาน และเมื่อจบงาน

ช่องลายมือชื่อผู้ขออนุญาตในใบอนุญาตทำงาน คือจุดที่เงื่อนไขความปลอดภัยทั้งชุดย้ายจากกระดาษมาอยู่กับคนที่ลงไปทำงานจริง ระบบใบอนุญาตจึงวัดผลกันที่ฝั่งผู้รับใบอนุญาต ไม่ใช่ที่ความสมบูรณ์ของแบบฟอร์ม เนื้อหาต่อไปนี้เรียงตามช่วงเวลาจริงของงาน คือ ก่อนเริ่มงาน ระหว่างงาน และเมื่อจบงาน โดยยึดตัวบทที่กำหนดเรื่องหนังสืออนุญาตไว้ชัดที่สุดในกฎหมายไทย ภาพรวมว่าระบบใบอนุญาตมีกี่ประเภท อ่านได้ที่ ใบอนุญาตทำงาน 4 ประเภทที่ จป. ต้องรู้

นิยามของผู้รับใบอนุญาต และขอบเขตตามกฎหมายไทย

คำว่า "ผู้รับใบอนุญาต" เป็นคำของระบบใบอนุญาตทำงานที่สถานประกอบกิจการเขียนขึ้นใช้เอง หมายถึงผู้ที่รับเงื่อนไขในใบอนุญาตมาปฏิบัติที่หน้างาน โดยทั่วไปคือหัวหน้าทีมช่างหรือหัวหน้าชุดผู้รับเหมา ตัวบทกฎหมายไทยไม่ได้ใช้คำนี้ ข้อ 18 (11) ของกฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 กำหนดให้หนังสืออนุญาตมี "ชื่อและลายมือชื่อผู้ขออนุญาต และชื่อและลายมือชื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17" ผู้ขออนุญาตตามตัวบทจึงตรงกับผู้รับใบอนุญาตในระบบภายใน ส่วนอีกสองตำแหน่งในเอกสารฉบับเดียวกันคือผู้ควบคุมงานตามข้อ 8 และผู้ช่วยเหลือตามข้อ 9 (2) ซึ่งมีหน้าที่ของตนแยกออกไป ต่อจากนี้ใช้คำว่า ผู้รับใบอนุญาต แทนผู้ขออนุญาต และใช้คำว่า ผู้อนุญาต แทนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17

กฎหมายไทยกำหนดหนังสืออนุญาตให้ทำงานไว้ตรงตัวในงานประเภทเดียว คือ งานในที่อับอากาศ โดยข้อ 18 กำหนดว่า "ให้นายจ้างจัดให้มีหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้" แล้วไล่ไว้ 12 รายการ คำว่าทุกครั้งทำให้ใบอนุญาตผูกกับงานหนึ่งงานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่เอกสารประจำพื้นที่ ข้อ 3 วางเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ไว้ว่า ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ เว้นแต่นายจ้างได้ทำให้มีความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้แล้ว บุคคลนั้นได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตตามข้อ 17 และผ่านการฝึกอบรมตามข้อ 20 เงื่อนไขสามชั้นนี้ต้องครบพร้อมกัน

งานเสี่ยงสูงประเภทอื่นที่วงการใช้ใบอนุญาตกันเป็นปกติ เช่น งานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ งานบนที่สูง และงานตัดแยกพลังงานไฟฟ้า ไม่มีตัวบทไทยฉบับใดกำหนดหนังสืออนุญาตรายครั้งไว้ตรงตัวแบบข้อ 18 ใบอนุญาตของงานเหล่านั้นเป็นเครื่องมือของระบบความปลอดภัยที่สถานประกอบกิจการวางเอง โดยอิงข้อกำหนดเฉพาะเรื่องในกฎกระทรวงแต่ละฉบับและมาตรฐานสากล รายละเอียดเฉพาะของใบอนุญาตอับอากาศ ดูได้ที่ ใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ

ความรับผิดชอบของนายจ้างที่ใบอนุญาตไม่ได้โอนไป

ความเข้าใจที่ทำให้ระบบใบอนุญาตอ่อนแรงที่สุด คือ การมองว่าเมื่อผู้รับใบอนุญาตเซ็นรับแล้ว ความรับผิดชอบย้ายไปอยู่กับผู้เซ็น ตัวบทวางไว้คนละทาง

มาตรา 6 กำหนดว่า "ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ" หน้าที่นี้เป็นของนายจ้างโดยตำแหน่ง ไม่มีบทบัญญัติใดให้ยกไปไว้กับลูกจ้างด้วยการลงลายมือชื่อ วรรคสองของมาตราเดียวกันกำหนดให้ลูกจ้างให้ความร่วมมือกับนายจ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ใช่หน้าที่ที่รับโอนมา มาตรา 7 ปิดช่องเรื่องค่าใช้จ่ายไว้อีกชั้นว่า เมื่อพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้นายจ้างต้องทำสิ่งใดที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ให้นายจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้น เครื่องวัดก๊าซ พัดลมระบายอากาศ และอุปกรณ์ช่วยเหลือที่ระบุในใบอนุญาต จึงเป็นภาระของนายจ้าง

ข้อ 17 กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ และจะมอบหมายเป็นหนังสือให้ลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรมตามข้อ 20 ทำหน้าที่แทนก็ได้ โดยต้องเก็บหนังสือมอบหมายไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ ถ้อยคำที่ใช้คือมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นการกระจายงาน ไม่ใช่การพ้นหน้าที่ เมื่อผู้อนุญาตที่ได้รับมอบหมายตัดสินใจผิด ผลยังกลับมาที่นายจ้างตามมาตรา 6 การเลือกตัวผู้อนุญาต มีรายละเอียดอยู่ที่ จป.วิชาชีพ เหมาะเป็นผู้อนุญาตอับอากาศหรือไม่

กรณีงานผู้รับเหมา มาตรา 23 กำหนดให้ผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงมีหน้าที่ด้านความปลอดภัยของลูกจ้างเช่นเดียวกับนายจ้าง และให้มีหน้าที่ร่วมกันตลอดสายเมื่อทำงานในสถานประกอบกิจการเดียวกัน การให้ผู้รับเหมาเซ็นรับใบอนุญาตจึงไม่ทำให้เจ้าของพื้นที่หลุดจากหน้าที่ ส่วนมาตรา 18 วรรคสอง กำหนดให้ลูกจ้างที่เข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการที่ไม่ใช่ของนายจ้างตน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยที่ใช้ในสถานประกอบกิจการนั้นด้วย ทีมผู้รับเหมาจึงผูกพันกับเงื่อนไขในใบอนุญาตของเจ้าของพื้นที่โดยผลของกฎหมาย

บทกำหนดโทษยืนยันทิศทางเดียวกัน การฝ่าฝืนมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 ซึ่งรวมกฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 มีโทษตามมาตรา 53 คือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรานี้เขียนว่า "นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืน" ส่วนหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตต่อจากนี้ เป็นหน้าที่ในฐานะลูกจ้างตามพระราชบัญญัติ และตามระเบียบภายในของสถานประกอบกิจการ

หน้าที่ก่อนเริ่มงาน

หน้าที่ช่วงแรกมีสามอย่าง คือ อ่านเงื่อนไขให้ครบ ยืนยันว่าทำได้จริง และแจ้งกลับเมื่อหน้างานไม่ตรงกับที่ระบุ ทั้งสามอย่างต้องเสร็จก่อนลงลายมือชื่อ

รายการตามข้อ 18 จุดที่ผู้รับใบอนุญาตตรวจก่อนเซ็น
(1) ที่อับอากาศที่อนุญาตให้เข้าไปทำงาน ชื่อถัง เลขอุปกรณ์ จุดเข้าออก ตรงกับพื้นที่จริง
(2) วัน เวลาในการทำงาน ครอบคลุมงานที่วางแผนไว้
(3) งานที่ให้ลูกจ้างเข้าไปทำ ตรงกับงานที่ทีมจะทำ ไม่มีงานแฝง
(4) ชื่อลูกจ้างที่อนุญาตให้เข้าไปทำงาน ครบตามตัวคนที่ลงพื้นที่จริง
(5) ชื่อผู้ควบคุมงานตามข้อ 8 อยู่ประจำพื้นที่ตลอดเวลาทำงาน
(6) ชื่อผู้ช่วยเหลือตามข้อ 9 (2) พร้อมอุปกรณ์ เฝ้าทางเข้าออกจริง
(7) อันตราย วิธีปฏิบัติตน การช่วยเหลือ และวิธีหลีกหนีภัย ทีมรู้เส้นทางหนีภัยและสัญญาณเรียกตรงกัน
(8) ผลการประเมินสภาพอันตรายและบรรยากาศอันตราย เป็นผลของรอบนี้
(9) มาตรการความปลอดภัยที่เตรียมไว้ พร้อมใช้จริงหน้างาน
(10) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต ครบตามรายการ สภาพพร้อมใช้
(11) ชื่อและลายมือชื่อผู้ขออนุญาตและผู้อนุญาต ผู้อนุญาตมีหนังสือมอบหมายตามข้อ 17
(12) ผลการตรวจสุขภาพโดยมีใบรับรองแพทย์ ครบทุกคนที่จะเข้าไปจริง

รายการทั้งหมดอ้างจากข้อ 18

ช่องที่ตกบ่อยที่สุดคือ (4) กับ (12) เพราะทีมมักสลับคนกันเองในวันงานโดยยังไม่แก้เอกสาร กรณีนี้ทำให้เงื่อนไขที่ผู้อนุญาตตรวจไว้ใช้ไม่ได้ทั้งใบ เพราะคุณสมบัติตามข้อ 20 และผลตรวจสุขภาพผูกกับตัวบุคคล ไม่ได้ผูกกับตำแหน่ง

คุณสมบัติมีอีกจุดที่ต้องตรวจก่อนวันงาน ข้อ 14 ของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเข้าฝึกอบรมหลักสูตรทบทวนทุกห้าปีนับแต่วันสุดท้ายของการฝึกอบรมหลักสูตรเดิม โดยให้เสร็จภายในสามสิบวันก่อนครบกำหนด รายละเอียดของหลักสูตรทั้งสี่บทบาท ดูได้ที่ อบรมอับอากาศ 4 ระดับ

เมื่อพบว่าหน้างานไม่ตรงกับที่ระบุ หน้าที่คือแจ้งกลับผู้อนุญาตให้ทบทวนเอกสาร ไม่ใช่แก้เองที่หน้างาน กรณีที่พบบ่อยคือ ทางเข้าที่ระบุในช่อง (1) ถูกปิดด้วยนั่งร้านจนต้องเปลี่ยนจุดเข้า หรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตในช่อง (10) ถูกยืมไปใช้งานอื่น ทั้งสองกรณีทำให้เงื่อนไขที่ผู้อนุญาตใช้ตัดสินใจเปลี่ยนไปแล้ว

หน้าที่สุดท้ายของช่วงนี้คือพาทีมมารับฟังการชี้แจงให้ครบ ข้อ 8 (2) กำหนดให้ผู้ควบคุมงานชี้แจงและซักซ้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ วิธีการปฏิบัติงาน และวิธีการป้องกันอันตราย ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ส่วนสำเนาหนังสืออนุญาตต้องปิดหรือแสดงไว้ที่บริเวณทางเข้าให้เห็นชัดเจนตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงาน ตามข้อ 19

หน้าที่ระหว่างงาน

ระหว่างงาน หน้าที่มีสองเรื่อง คือ อยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาต และหยุดเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน

ขอบเขตถูกล็อกด้วยสามช่องแรกของข้อ 18 คือ พื้นที่ตามช่อง (1) ช่วงวันเวลาตามช่อง (2) และลักษณะงานตามช่อง (3) การทำงานนอกสามช่องนี้เท่ากับทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตรองรับ แม้กระดาษยังอยู่ในมือ ตัวอย่างที่เกิดซ้ำคือ ทีมเข้าไปล้างตะกอนตามที่ระบุ แล้วพบรอยรั่วจึงหยิบเครื่องเชื่อมลงไปปะต่อ งานเชื่อมเป็นงานที่ก่อให้เกิดความร้อนและประกายไฟ ซึ่งข้อ 16 (1) ห้ามนายจ้างอนุญาตให้ทำในที่อับอากาศ เว้นแต่ได้จัดให้มีมาตรการความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้ การเพิ่มงานเองจึงทำให้งานทั้งชุดอยู่นอกฐานที่ผู้อนุญาตเคยประเมินไว้

เรื่องการหยุดงานเป็นจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากที่สุด กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติให้ลูกจ้างรายบุคคลสั่งหยุดงานได้เอง กลไกหยุดงานในระบบใบอนุญาตเดินผ่านตำแหน่งที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ ข้อ 8 (4) กำหนดให้ผู้ควบคุมงาน "สั่งให้หยุดการทำงานไว้ชั่วคราวในทันที ในกรณีที่มีเหตุซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกจ้าง หรือลูกจ้างแจ้งว่าอาจเกิดอันตราย จนกว่าเหตุนั้นจะหมดไป" และหากจำเป็นจะขอให้ผู้อนุญาตตามข้อ 17 ยกเลิกการอนุญาตนั้นก็ได้ ถ้อยคำ "หรือลูกจ้างแจ้งว่าอาจเกิดอันตราย" คือช่องทางของผู้รับใบอนุญาตและลูกทีม เมื่อแจ้งแล้ว ผู้ควบคุมงานมีหน้าที่สั่งหยุดทันที เส้นทางจึงเป็น แจ้ง → ผู้ควบคุมงานสั่งหยุด → ผู้อนุญาตยกเลิกการอนุญาตเมื่อจำเป็น ไม่ใช่การเดินออกเองโดยลำพัง แบบแรกทำให้เกิดคำสั่งหยุดที่มีผลกับทั้งทีมและมีร่องรอยในเอกสาร

มาตรา 21 เสริมเส้นทางนี้อีกชั้น โดยกำหนดให้ลูกจ้างที่ทราบข้อบกพร่องและแก้ไขเองไม่ได้ แจ้งต่อ จป. หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร แล้วให้ผู้รับแจ้งแจ้งเป็นหนังสือต่อนายจ้างโดยไม่ชักช้า ส่วนกรณีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล มาตรา 22 กำหนดว่า "ให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด" และวรรคสามกำหนดให้นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดการทำงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่ ผู้รับใบอนุญาตยกมาตรานี้ขึ้นหารือกับหัวหน้างานได้ เมื่ออุปกรณ์ตามช่อง (10) ไม่พร้อมใช้

มีข้อยกเว้นเฉพาะเรื่องหนึ่งที่ต้องอ้างให้ตรงขอบเขต ข้อ 16 วรรคสอง เขียนไว้ว่า "ลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานอาจปฏิเสธการทำงานในคราวใดก็ได้ หากเห็นว่าการทำงานในคราวนั้นไม่มีมาตรการรองรับเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อลูกจ้าง" ข้อความนี้อยู่ในข้อ 16 ซึ่งว่าด้วยงานความร้อนหรือประกายไฟ และงานที่ใช้สารระเหยง่าย สารพิษ หรือสารไวไฟ ในที่อับอากาศ จึงเป็นสิทธิปฏิเสธงานเฉพาะกรณี ไม่ใช่อำนาจสั่งหยุดงานทั่วไป ภาพรวมของสิทธิและกลไกหยุดงานตามกฎหมายไทย มีอยู่ที่ ลูกจ้างมีสิทธิอะไรเมื่อเจองานไม่ปลอดภัย

หน้าที่เมื่อจบงาน

งานจบไม่ได้แปลว่าใบอนุญาตจบ เอกสารต้องปิดด้วยการขอยกเลิกการอนุญาต ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานฉบับ พ.ศ. 2563 บรรจุหัวข้อ "ระบบการขออนุญาตทำงานในที่อับอากาศและการขอยกเลิกการอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ" ไว้ในหลักสูตรของทุกบทบาท และคงไว้ในหลักสูตรทบทวนตามข้อ 13 (6) ด้วย ลำดับที่ผู้รับใบอนุญาตทำก่อนคืนใบ เรียงตามความเสี่ยงที่เหลืออยู่ในพื้นที่

  1. นับคนออกให้ครบตามช่อง (4) ตรวจกับผู้ช่วยเหลือที่เฝ้าทางเข้าออกตามข้อ 9 (2) ว่าคนเข้ากับคนออกตรงกัน
  2. เก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ รวมถึงสายไฟ ท่อลม และอุปกรณ์ระบายอากาศที่ค้างในช่องทางเข้าออก
  3. คืนสิ่งปิดกั้นเข้าที่เดิม ข้อ 10 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสิ่งปิดกั้นที่ป้องกันมิให้บุคคลใดเข้าหรือตกลงไปในที่อับอากาศ
  4. คืนสภาพการตัดแยกพลังงานตามลำดับที่วางไว้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีคนค้างในพื้นที่
  5. แจ้งผู้ควบคุมงานและขอยกเลิกการอนุญาตกับผู้อนุญาต พร้อมเก็บสำเนาที่ปิดไว้หน้าทางเข้าตามข้อ 19
  6. รายงานสิ่งที่พบระหว่างงาน ทั้งสภาพผิดปกติของถัง อุปกรณ์ชำรุด และเหตุเกือบเกิด

ลำดับนี้เป็นแนวปฏิบัติที่วางจากหน้าที่ตามข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และข้อ 19 กฎหมายไม่ได้เรียงไว้เป็นข้อ ๆ สถานประกอบกิจการจึงเขียนลำดับของตนเองได้ตราบที่ครอบหน้าที่ตามตัวบทครบ ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายทีมประเมินไว้ เพราะข้อ 5 กำหนดให้นายจ้างประเมินสภาพอันตรายในที่อับอากาศ และเก็บหลักฐานการประเมินไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

เอกสารและหลักฐานที่ต้องเก็บ

เอกสารชุดนี้เก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

เอกสาร ฐานตามตัวบท
หนังสืออนุญาตให้ทำงานในที่อับอากาศ ข้อ 18 และข้อ 19
หนังสือมอบหมายผู้อนุญาต ข้อ 17
หลักฐานการประเมินสภาพอันตราย ข้อ 5
บันทึกผลการตรวจวัดสภาพอากาศ ข้อ 6
แผนปฏิบัติงานและแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน ข้อ 8 (1)
หลักฐานการฝึกอบรมของผู้เข้าทำงาน ข้อ 21
ใบรับรองแพทย์ ข้อ 18 (12)

ทุกแถวอ้างจากกฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 โดยข้อ 8 (1) กำหนดเพิ่มว่าแผนสองฉบับนั้นต้องปิดประกาศหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

จุดที่ทำให้ใบอนุญาตคุมงานไม่ได้จริง

  • เซ็นรับก่อน อ่านทีหลัง เซ็นตอนรับกะเพื่อให้ทีมเข้าพื้นที่ได้เร็ว แล้วค่อยอ่านเงื่อนไขระหว่างทาง
  • เปลี่ยนคนโดยไม่แก้เอกสาร ชื่อในช่อง (4) กับคนที่ลงพื้นที่จริงไม่ตรงกัน พนักงานตรวจความปลอดภัยเทียบกับหลักฐานการฝึกอบรมตามข้อ 21 และใบรับรองแพทย์ตามข้อ 18 (12) ได้ทันที
  • ใช้ผลตรวจวัดเก่า ช่อง (8) กรอกด้วยค่าจากกะก่อนหน้า ทั้งที่ข้อ 6 กำหนดให้ตรวจวัด บันทึกผล และประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนเข้าทำงานและระหว่างทำงาน
  • ต่อเวลาด้วยปากเปล่า งานยังไม่เสร็จเมื่อถึงเวลาตามช่อง (2) จึงทำต่อโดยไม่แก้เอกสารและไม่ทบทวนสภาพอากาศใหม่
  • ให้ผู้รับเหมารับผิดชอบฝ่ายเดียว เจ้าของพื้นที่ออกใบอนุญาตแล้วถือว่าจบหน้าที่ ทั้งที่มาตรา 23 กำหนดหน้าที่ร่วมกันไว้ตลอดสาย

เช็คลิสต์สำหรับผู้รับใบอนุญาต

ก่อนเซ็น

  • อ่านครบทั้ง 12 ช่องตามข้อ 18 และเทียบกับของจริงหน้างานแล้ว
  • ชื่อในช่อง (4) ตรงกับตัวคนที่ลงพื้นที่วันนี้ และคุณสมบัติตามข้อ 20 ยังไม่ครบกำหนดทบทวน
  • ผลตรวจวัดในช่อง (8) เป็นค่าของรอบนี้ และอุปกรณ์ตามช่อง (10) ครบและพร้อมใช้
  • ผู้ควบคุมงานและผู้ช่วยเหลืออยู่ประจำจริงตามช่อง (5) และช่อง (6)
  • ทีมฟังการชี้แจงตามข้อ 8 (2) ครบ และปิดสำเนาไว้ที่ทางเข้าตามข้อ 19

ระหว่างงานและเมื่อจบงาน

  • ทำเฉพาะงานตามช่อง (3) ในพื้นที่ตามช่อง (1) และในเวลาตามช่อง (2)
  • แจ้งผู้ควบคุมงานทันทีเมื่อสภาพเปลี่ยน เพื่อให้สั่งหยุดตามข้อ 8 (4)
  • นับคนออกครบตรงกับช่อง (4) เก็บเครื่องมือ และคืนสิ่งปิดกั้นตามข้อ 10
  • ขอยกเลิกการอนุญาต เก็บสำเนาที่ปิดไว้หน้าทางเข้า และรายงานสิ่งที่พบ

คำถามที่พบบ่อย

ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิดตามกฎหมายแทนนายจ้างหรือไม่ ไม่ใช่ มาตรา 53 กำหนดโทษไว้กับนายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรฐานในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 ส่วนผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตามมาตรา 21 และมาตรา 22 วรรคสอง ในฐานะลูกจ้าง และมีหน้าที่ตามระเบียบภายในของสถานประกอบกิจการ

เมื่อเห็นว่างานไม่ปลอดภัย ผู้รับใบอนุญาตสั่งหยุดงานเองได้หรือไม่ กฎหมายไทยไม่ได้ให้อำนาจสั่งหยุดงานแก่ลูกจ้างรายบุคคล เส้นทางที่ตัวบทวางไว้คือแจ้งผู้ควบคุมงาน แล้วผู้ควบคุมงานสั่งหยุดการทำงานไว้ชั่วคราวทันทีตามข้อ 8 (4) และขอให้ผู้อนุญาตยกเลิกการอนุญาตเมื่อจำเป็น สถานประกอบกิจการที่ต้องการให้พนักงานหยุดงานได้เอง เขียนอำนาจนั้นไว้ในระเบียบภายในได้ ซึ่งเป็นนโยบายของบริษัท ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมาย

เปลี่ยนคนในทีมกลางวันทำงานได้หรือไม่ ต้องกลับไปที่ผู้อนุญาตเพื่อแก้ชื่อในช่อง (4) ก่อน คนที่ชื่อไม่อยู่ในใบอนุญาตยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ตามเงื่อนไขข้อ 3

สรุป

  • ผู้รับใบอนุญาตคือผู้ขออนุญาตตามข้อ 18 (11) ซึ่งรับเงื่อนไขมาปฏิบัติจริง
  • ก่อนเริ่มงาน อ่านครบทั้ง 12 ช่องตามข้อ 18 ยืนยันว่าทำได้จริง และแจ้งกลับผู้อนุญาตเมื่อหน้างานไม่ตรงกับที่ระบุ
  • ระหว่างงาน อยู่ในพื้นที่ เวลา และลักษณะงานที่ได้รับอนุญาต ไม่ขยายงานเอง และแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมงานสั่งหยุดตามข้อ 8 (4) เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
  • กฎหมายไทยไม่มีสิทธิหยุดงานรายบุคคล การหยุดงานเดินผ่านผู้ควบคุมงานและผู้อนุญาต ยกเว้นสิทธิปฏิเสธงานเฉพาะกรณีตามข้อ 16 วรรคสอง
  • เมื่อจบงาน นับคนออก คืนสภาพพื้นที่ ขอยกเลิกการอนุญาต และรายงานสิ่งที่พบ
  • ใบอนุญาตไม่โอนความรับผิดชอบของนายจ้างตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 23 การมอบหมายผู้อนุญาตตามข้อ 17 เป็นการกระจายงาน ไม่ใช่การพ้นหน้าที่

อ้างอิงกฎหมาย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ Permit to Work? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาตทำงาน ก่อน ระหว่าง และหลังงาน — Safety Station 101