คำนวณขนาดสายไฟ (Ampacity) ตามโหลดและ Derating Factor — งานวิศวกรไฟฟ้า ไม่ใช่งานเดา
กฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ข้อ 18 บังคับขนาดสาย/เครื่องป้องกันกระแสเกินเหมาะสม ข้อ 14 ให้อ้างมาตรฐาน วสท. — ตาราง ampacity + derating มาจาก วสท./IEC 60364 ไม่ใช่ในกฎ · สอนวิธีอ่านตาราง เงื่อนไข Ib ≤ In ≤ Iz และทำไมต้องเป็นวิศวกรไฟฟ้า

สายไฟที่ร้อนจนฉนวนละลายและลุกไหม้ในตู้ไฟ เกือบทุกเคสมีต้นเหตุเดียวกัน — มีคนเลือกขนาดสายด้วยการ "กะเอา" หรือ "เคยใช้เบอร์นี้แล้วไม่เป็นไร" โดยไม่ได้คำนวณว่าสายเส้นนั้นรับกระแสได้จริงเท่าไรในสภาพติดตั้งจริง การเลือกขนาดสายไฟเล็กไป ทำให้สายร้อนเกินพิกัด ฉนวนเสื่อมเร็ว และเสี่ยงไฟไหม้ ส่วนเลือกใหญ่เกินไปก็สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ทั้งสองทางเป็นความผิดพลาดที่ตัวเลขตอบได้ ถ้าคำนวณถูกวิธี
ขอวางกรอบให้ชัดตั้งแต่ต้น — การคำนวณและเลือกขนาดสายไฟเป็นงานวิศวกรรมไฟฟ้า ต้องทำโดยหรือร่วมกับวิศวกรไฟฟ้าผู้มีใบอนุญาต บทนี้อธิบายหลักการเพื่อให้ จป. และผู้ดูแลระบบเข้าใจตรรกะและตรวจสอบงานได้ ไม่ใช่คู่มือให้คนทั่วไปคำนวณเองแล้วลงมือติดตั้ง อีกอย่างที่ต้องแยกตั้งแต่ต้นคือ ampacity (ความสามารถรับกระแสต่อเนื่อง) เป็นคนละเรื่องกับ short-circuit withstand (ความสามารถทนกระแสลัดวงจรชั่วขณะ) บทนี้พูดเรื่องแรก
Ampacity คืออะไร — และทำไมเลือกผิดถึงอันตราย
Ampacity (current-carrying capacity) คือกระแสสูงสุดที่สายไฟรับได้อย่างต่อเนื่องโดยอุณหภูมิของฉนวนไม่เกินพิกัดที่ฉนวนชนิดนั้นทนได้ ทุกครั้งที่กระแสไหลผ่านสาย จะเกิดความร้อนตามค่าความต้านทานของตัวนำ ถ้ากระแสสูงกว่า ampacity ความร้อนจะสะสมจนอุณหภูมิฉนวนเกินพิกัด ฉนวนจะเสื่อมสภาพ กรอบ แตก และนำไปสู่ไฟรั่ว ลัดวงจร หรือไฟไหม้ในที่สุด
ตัวเลข ampacity ของสายแต่ละขนาดไม่ใช่ค่าคงที่ตายตัว แต่ขึ้นกับหลายปัจจัย — ชนิดฉนวน (เช่น PVC ทนอุณหภูมิต่ำกว่า XLPE) วิธีติดตั้ง (ในท่อร้อยสาย ฝังดิน วางบนรางเปิด) อุณหภูมิแวดล้อม และจำนวนสายที่วางรวมกลุ่มกัน นี่คือเหตุผลที่ "กะเอา" จากความจำใช้ไม่ได้ เพราะสายเบอร์เดียวกันในสภาพติดตั้งต่างกันรับกระแสได้ไม่เท่ากัน
กฎหมายไทยบังคับอะไร — กฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558
กฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ไม่มีตาราง ampacity และไม่มีตัวเลขพิกัดกระแสของสายแต่ละขนาดอยู่ในตัวบท สิ่งที่กฎหมายบังคับคือหลักการ "ขนาดเหมาะสม" และให้ไปอ้างเกณฑ์ตัวเลขจากมาตรฐานวิชาชีพ
ตามข้อ 18 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 ให้นายจ้างติดตั้งเต้ารับ สายไฟฟ้า อุปกรณ์ และเครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินที่มีขนาด ชนิด และประเภทที่เหมาะสมไว้ให้เพียงพอแก่การใช้งาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หากยังไม่มีมาตรฐานดังกล่าวให้ใช้มาตรฐานตามที่การไฟฟ้าประจำท้องถิ่นกำหนด
ข้อ 18 พูดถึง "ขนาด ชนิด และประเภทที่เหมาะสม" และคำว่า "เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าเกิน" (overcurrent protective device เช่น เบรกเกอร์ ฟิวส์) ตรง ๆ แต่ไม่ได้ลงตัวเลขว่าสายขนาดเท่าไรรับกี่แอมป์ ส่วนเกณฑ์ตัวเลขเหล่านั้นโยงไปที่มาตรฐาน วสท.
ตามข้อ 14 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 การติดตั้งบริภัณฑ์ไฟฟ้า ให้นายจ้างปฏิบัติตามมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หากยังไม่มีมาตรฐานดังกล่าวให้ใช้มาตรฐานตามที่การไฟฟ้าประจำท้องถิ่นกำหนด
ข้อ 14 นี้คือที่มาของตาราง ampacity และตัว derating factor ทั้งหมดที่ใช้ในไทย — มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. คือแหล่งของตารางเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวกฎกระทรวง พูดอีกแบบคือ กฎกระทรวงบังคับว่า "ต้องเหมาะสม" และ "ต้องตามมาตรฐาน วสท." ส่วน "เหมาะสมคือเท่าไร" ต้องเปิดตาราง วสท. (และมาตรฐานสากล IEC ที่ วสท. อ้างอิง) ดู
คำว่า "วิศวกร" ในกฎกระทรวงนี้หมายถึงใคร
ก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ ต้องชัดเรื่องคนทำงานก่อน เพราะการเลือกขนาดสายเป็นงานที่กฎหมายผูกไว้กับวิชาชีพวิศวกรรม ตามนิยามในข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 "วิศวกร" หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร
หมายความว่าคนที่คำนวณ ออกแบบ และเซ็นรับรองขนาดสายของระบบ ต้องเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต ไม่ใช่ช่างที่มีประสบการณ์อย่างเดียว บทความนี้จึงทำหน้าที่ให้ จป. และผู้ดูแลเข้าใจหลักการมากพอจะ "ตรวจสอบและตั้งคำถาม" กับงานออกแบบได้ ไม่ใช่ให้ลงมือคำนวณเองแทนวิศวกร
ขั้นตอนการเลือกขนาดสาย — หลักการทางวิศวกรรม

การเลือกขนาดสายตามหลักวิศวกรรมเดินตามลำดับนี้ ตัวแปรทุกตัวเป็น "ตัวแปร" ที่ต้องเปิดค่าจากตารางมาตรฐาน วสท./IEC จริง ไม่ใช่จำตัวเลขมาใช้
ขั้นที่ 1 — หาโหลดและกระแสออกแบบ (design current, Ib) คำนวณกระแสที่โหลดต้องการจากกำลังไฟฟ้า แรงดัน และตัวประกอบกำลัง (power factor) ของระบบ ค่านี้คือกระแสที่สายต้องรับได้ในการใช้งานปกติ
ขั้นที่ 2 — เลือกพิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกิน (nominal/rated current, In) เลือกพิกัดเบรกเกอร์หรือฟิวส์ให้ In ไม่น้อยกว่า Ib (In ≥ Ib) เพื่อให้อุปกรณ์ป้องกันไม่ตัดวงจรในการใช้งานปกติ แต่ยังป้องกันโหลดเกินได้
ขั้นที่ 3 — หา ampacity พื้นฐานของสายจากตาราง เปิดตาราง ampacity ของมาตรฐาน วสท./IEC ตามชนิดฉนวน ขนาดพื้นที่หน้าตัด และวิธีติดตั้ง (installation method) ค่านี้คือ ampacity ในสภาพอ้างอิงมาตรฐานก่อนปรับแก้
ขั้นที่ 4 — คูณ derating factor (correction factor) ปรับลด ampacity พื้นฐานด้วยตัวคูณตามสภาพติดตั้งจริง (อธิบายในหัวข้อถัดไป) ผลที่ได้คือ ampacity ที่ใช้ได้จริง (Iz)
ขั้นที่ 5 — ตรวจเงื่อนไขประสานสาย-อุปกรณ์ป้องกัน ตรวจว่า Iz (ampacity หลัง derate) ไม่น้อยกว่า In เพื่อให้สายรับกระแสได้ทันก่อนอุปกรณ์ป้องกันจะตัด
ขั้นที่ 6 — ตรวจแรงดันตก (voltage drop) ตรวจเพิ่มว่าเมื่อกระแสไหลตลอดความยาวสาย แรงดันที่ปลายสายตกไม่เกินเกณฑ์ที่ยอมรับ บางครั้งสายที่ผ่านเกณฑ์ ampacity แต่ยาวมากจนแรงดันตกเกิน ต้องเพิ่มขนาดสายขึ้นอีก
Derating Factor — ทำไมต้องลด ampacity และลดจากอะไร

Derating factor (หรือ correction factor) คือตัวคูณที่ลด ampacity พื้นฐานลง เมื่อสภาพติดตั้งจริงแย่กว่าสภาพอ้างอิงในตาราง เหตุผลคือ ampacity ในตารางคิดบนสภาพมาตรฐานหนึ่ง ๆ พอสภาพจริงระบายความร้อนได้แย่ลง สายก็รับกระแสได้น้อยลง ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้อง derate ได้แก่
- อุณหภูมิแวดล้อมสูง (ambient temperature) — ยิ่งรอบสายร้อน สายยิ่งระบายความร้อนยาก ampacity ลดลง โรงงานในไทยที่ร้อนกว่าอุณหภูมิอ้างอิงในตารางต้องระวังจุดนี้
- การวางสายหลายเส้นรวมกลุ่ม (grouping) — สายที่วางชิดกันหลายเส้นต่างปล่อยความร้อนใส่กัน ระบายไม่ออก ต้องลด ampacity ตามจำนวนวงจรที่รวมกลุ่ม
- วิธีติดตั้ง (installation method) — ในท่อร้อยสาย ฝังดิน หรือวางบนรางเปิด ระบายความร้อนได้ต่างกัน แต่ละวิธีมีค่าฐานและตัวปรับต่างกัน
ขอเน้นชัด — ค่าตัวคูณ derating จริง ต้องอ่านจากตารางมาตรฐาน วสท. หรือ IEC 60364-5-52 ตามสภาพติดตั้งของแต่ละงาน ห้ามแต่งค่าตัวคูณขึ้นมาเอง หน้านี้จึงอธิบาย derating เป็น "ตัวแปร" ให้ผู้อ่านเข้าใจว่ามันคืออะไรและส่งผลอย่างไร แล้วให้ไปเปิดตารางจริงมาใช้ หลักคิดคือ
ampacity ที่ใช้ได้จริง (Iz) = ampacity พื้นฐานจากตาราง x ตัวคูณอุณหภูมิ x ตัวคูณการรวมกลุ่ม x ตัวคูณอื่นตามวิธีติดตั้ง
หลักการประสานงาน (Coordination) ตาม IEC 60364
มาตรฐานสากล IEC 60364 (ที่มาตรฐาน วสท. อ้างอิงในเชิงหลักการ) วางเงื่อนไขการประสานระหว่างกระแสออกแบบ พิกัดอุปกรณ์ป้องกัน และ ampacity ของสายไว้เป็นหลักการ ขอระบุชัดว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นหลักการตาม IEC ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่ตัวเลขในกฎกระทรวงไทย
เงื่อนไขแรกคือลำดับของกระแส 3 ตัวต้องเรียงกันให้ถูก
Ib ≤ In ≤ Iz
อ่านว่า กระแสออกแบบ (Ib) ต้องไม่เกินพิกัดอุปกรณ์ป้องกัน (In) และพิกัดอุปกรณ์ป้องกันต้องไม่เกิน ampacity ที่ใช้ได้จริงของสาย (Iz) ความหมายเชิงปฏิบัติคือ โหลดปกติต้องไม่เกินพิกัดเบรกเกอร์ (ไม่งั้นเบรกเกอร์ตัดบ่อย) และเบรกเกอร์ต้องตัดก่อนที่สายจะรับกระแสเกินจนร้อนเสียหาย (สายต้องทนได้มากกว่าหรือเท่ากับพิกัดที่เบรกเกอร์ปล่อยให้ไหล)
เงื่อนไขที่สองเกี่ยวกับกระแสที่ทำให้อุปกรณ์ป้องกันทำงานแน่นอน
I2 ≤ 1.45 x Iz
โดย I2 คือกระแสที่รับประกันว่าอุปกรณ์ป้องกันจะทำงานตัดวงจรภายในเวลาที่กำหนด เงื่อนไขนี้คุมว่าแม้อุปกรณ์ป้องกันจะยอมให้กระแสไหลเกินพิกัดได้ช่วงสั้น ๆ ก่อนตัด กระแสนั้นต้องไม่สูงเกิน 1.45 เท่าของ ampacity สาย เพื่อไม่ให้สายเสียหายระหว่างรอเบรกเกอร์ตัด ทั้งสองเงื่อนไขนี้เป็นหลักการ coordination ตาม IEC 60364 ที่ใช้ตรวจว่าสายกับเบรกเกอร์ "เข้าคู่กัน" ถูกต้อง
ตัวอย่างลำดับการคิด — ใช้ตัวแปรเพื่อสาธิตวิธี ไม่ใช่ค่าจริง
ตัวอย่างนี้แสดงลำดับการคิดด้วยตัวแปร ไม่ใช่ค่ามาตรฐานบังคับ ค่า ampacity และ derating factor จริงต้องเปิดจากตารางมาตรฐาน วสท./IEC ตามสภาพงาน และต้องให้วิศวกรไฟฟ้าผู้มีใบอนุญาตคำนวณและรับรอง
- หา Ib จากกำลังของโหลด เช่น โหลด P ที่แรงดัน V และ power factor — ได้กระแสออกแบบ Ib (หน่วยแอมป์)
- เลือกเบรกเกอร์ที่ In ไม่น้อยกว่า Ib เช่น Ib คำนวณได้ค่าหนึ่ง เลือกพิกัดเบรกเกอร์มาตรฐานตัวที่อยู่เหนือ Ib ขึ้นไป
- เปิดตาราง วสท. หาสายที่มี ampacity พื้นฐานตามชนิดฉนวนและวิธีติดตั้ง
- คูณ derating factor — ถ้าวางสายรวมกลุ่มหลายวงจรในรางเดียวกัน และอุณหภูมิแวดล้อมสูงกว่าค่าอ้างอิง ค่า Iz จะต่ำลงจาก ampacity พื้นฐานพอสมควร
- ตรวจ Iz ≥ In ถ้า Iz หลัง derate ยังไม่ถึง In ต้องเลื่อนขึ้นไปใช้สายขนาดใหญ่ขึ้นแล้วคำนวณซ้ำ
- ตรวจแรงดันตกตามความยาวสาย ถ้าเกินเกณฑ์ต้องเพิ่มขนาดสายอีก
จุดที่มือใหม่พลาดบ่อยคือ หยุดที่ขั้น 3 — เปิดตารางได้ ampacity พื้นฐานแล้วเลือกสายเลย โดยลืมคูณ derating ทำให้สายที่ "ดูพอ" ในตาราง กลับรับกระแสไม่พอในสภาพติดตั้งจริงที่ร้อนและวางรวมกลุ่ม
เรื่องการเลือกขนาดสายเดินคู่ไปกับการออกแบบระบบหลักดิน ดูเรื่อง ค่าความต้านทานดินและการวัด ประกอบ และดูบริบทกฎหมายฉบับเต็มได้ที่ กฎกระทรวงความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558
ทำไม ampacity ผ่านแล้วยังต้องตรวจแรงดันตก
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อสายผ่านเกณฑ์ ampacity แล้วถือว่าจบ แต่ในงานจริงยังมีอีกด่านคือแรงดันตก (voltage drop) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความร้อน ampacity คุมไม่ให้สายร้อนเกิน ส่วนแรงดันตกคุมไม่ให้แรงดันที่ปลายสายต่ำเกินจนอุปกรณ์ทำงานผิดปกติ
เมื่อกระแสไหลผ่านสายที่มีความต้านทาน แรงดันจะลดลงตามความยาวสาย ยิ่งสายยาว ยิ่งกระแสมาก แรงดันก็ตกมาก ถ้าแรงดันที่ปลายสายตกเกินเกณฑ์ที่ยอมรับ มอเตอร์อาจสตาร์ทไม่ออก หลอดไฟหรี่ลง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานผิดพลาด มาตรฐานทางวิศวกรรมจึงกำหนดเพดานแรงดันตกที่ยอมรับได้สำหรับวงจรแสงสว่างและวงจรกำลังไว้ ค่าเพดานจริงให้อ่านจากมาตรฐาน วสท. ที่บังคับใช้
ผลในทางปฏิบัติคือ สายที่ยาวมาก (เช่น เดินจากตู้ MDB ไปเครื่องจักรปลายโรงงาน) บางครั้งผ่านเกณฑ์ ampacity สบาย ๆ แต่ตกที่เกณฑ์แรงดันตก ทำให้ต้องเลือกสายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่ ampacity บอก เพื่อลดความต้านทานของสายลง นี่คือเหตุผลที่ขั้นตรวจแรงดันตกอยู่ท้ายลำดับและขาดไม่ได้ การเลือกขนาดสายจากกระแสอย่างเดียวโดยไม่ดูความยาวจึงเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยในระบบที่เดินสายไกล
จป. กับผู้ดูแลระบบตรวจสอบงานนี้อย่างไร
แม้การออกแบบและรับรองจะเป็นหน้าที่วิศวกรไฟฟ้า แต่ จป. และทีมบำรุงรักษามีบทบาทในการตรวจสอบและเฝ้าระวังตามข้อ 12 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 ที่บังคับให้ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่ตรวจได้โดยไม่ต้องเป็นวิศวกร ได้แก่
- สัญญาณสายร้อนเกิน — ฉนวนสายเปลี่ยนสี เปราะ กรอบ มีกลิ่นไหม้ หรือจุดต่อสายร้อนผิดปกติ เป็นสัญญาณว่าสายอาจรับกระแสเกิน ampacity หรือจุดต่อหลวม
- การต่อโหลดเพิ่มโดยไม่ทบทวนการออกแบบ — เมื่อมีการเพิ่มเครื่องจักรหรือเสียบโหลดเข้าวงจรเดิมมากขึ้น กระแสจริงอาจเกินที่ออกแบบไว้ ต้องให้วิศวกรทบทวนว่าสายและเบรกเกอร์เดิมยังเหมาะสมหรือไม่
- เบรกเกอร์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นพิกัดใหญ่ขึ้นเพื่อแก้ปัญหา "ทริปบ่อย" — เป็นจุดอันตรายที่เจอบ่อย การเพิ่มพิกัดเบรกเกอร์โดยไม่เพิ่มขนาดสาย ทำให้ละเมิดเงื่อนไข In ≤ Iz เบรกเกอร์ปล่อยกระแสเกินจนสายร้อนเสียหายก่อนตัด ต้องให้วิศวกรประเมินทั้งสายและเบรกเกอร์พร้อมกัน
จป. ที่เข้าใจหลักการ ampacity และเงื่อนไข Ib ≤ In ≤ Iz จะตั้งคำถามกับงานเหล่านี้ได้ทันก่อนเกิดเหตุ ซึ่งคือคุณค่าของการเข้าใจเรื่องนี้ในมุมความปลอดภัย แม้ไม่ได้เป็นคนคำนวณเอง
กับดักที่เจอบ่อย
- เลือกสายจาก ampacity พื้นฐาน ลืม derate — สายที่พอในตารางอาจไม่พอจริงเมื่อร้อนและวางรวมกลุ่ม ต้องคูณ derating factor ตามสภาพติดตั้งเสมอ
- "กะเอา" จากความจำ — สายเบอร์เดียวกันในวิธีติดตั้งต่างกันรับกระแสไม่เท่ากัน ต้องเปิดตาราง วสท./IEC ตามงานจริง
- เลือกเบรกเกอร์ใหญ่กว่าที่สายทนได้ — ละเมิดเงื่อนไข In ≤ Iz เบรกเกอร์ปล่อยกระแสเกินจนสายร้อนเสียหายก่อนตัด
- ลืมตรวจแรงดันตก — สายผ่านเกณฑ์ ampacity แต่ยาวมากจนแรงดันปลายสายตกเกิน ต้องเพิ่มขนาด
- อ้างค่าตารางว่าเป็นกฎหมายไทย — ตาราง ampacity และ derating มาจาก วสท./IEC 60364 กฎกระทรวงพูดแค่ "ขนาดเหมาะสม" (ข้อ 18) และให้อ้างมาตรฐาน วสท. (ข้อ 14)
- ให้คนที่ไม่ใช่วิศวกรไฟฟ้าออกแบบและเซ็นรับรอง — การคำนวณขนาดสายเป็นงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาไฟฟ้า ตามนิยาม "วิศวกร" ในข้อ 2
- สับสน ampacity กับ short-circuit withstand — ampacity คือกระแสต่อเนื่อง ส่วนการทนกระแสลัดวงจรเป็นอีกการตรวจหนึ่ง ต้องคิดแยก
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กฎหมายไทยมีตารางบอกว่าสายเบอร์ไหนรับกี่แอมป์ไหม
ไม่มีในกฎกระทรวง กฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ข้อ 18 บังคับให้ติดตั้งสายไฟและเครื่องป้องกันกระแสเกินที่มีขนาด ชนิด และประเภทเหมาะสม และข้อ 14 ให้อ้างมาตรฐาน วสท. ตาราง ampacity ที่เป็นตัวเลขอยู่ในมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าฯ ของ วสท. ไม่ใช่ในตัวบทกฎหมาย
derating factor หาค่าจากไหน
จากตารางมาตรฐาน วสท. หรือ IEC 60364-5-52 ตามสภาพติดตั้งจริง — อุณหภูมิแวดล้อม จำนวนสายที่วางรวมกลุ่ม และวิธีติดตั้ง ห้ามแต่งค่าตัวคูณเอง ต้องเปิดตารางที่ตรงกับสภาพงาน
Ib ≤ In ≤ Iz หมายความว่าอย่างไร
เป็นเงื่อนไขประสานงานตาม IEC 60364 (มาตรฐานสากล) — กระแสออกแบบ (Ib) ต้องไม่เกินพิกัดเครื่องป้องกัน (In) และพิกัดเครื่องป้องกันต้องไม่เกิน ampacity ที่ใช้ได้จริงของสายหลัง derate (Iz) เพื่อให้เบรกเกอร์ตัดก่อนสายเสียหาย
จป. คำนวณขนาดสายเองได้ไหม
การคำนวณและรับรองขนาดสายเป็นงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาไฟฟ้า ตามนิยาม "วิศวกร" ในข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2558 จป. ควรเข้าใจหลักการเพื่อตรวจสอบและตั้งคำถามกับงานออกแบบ แต่การออกแบบและเซ็นรับรองต้องเป็นวิศวกรไฟฟ้าผู้มีใบอนุญาต
ampacity กับการทนกระแสลัดวงจรต่างกันอย่างไร
ampacity คือกระแสสูงสุดที่สายรับได้ต่อเนื่องโดยฉนวนไม่เกินพิกัดอุณหภูมิ ส่วนการทนกระแสลัดวงจร (short-circuit withstand) คือความสามารถของสายและระบบที่จะทนกระแสสูงมากในชั่วขณะเสี้ยววินาทีตอนเกิดลัดวงจร เป็นการตรวจคนละแบบ ต้องคิดแยกกัน
สรุป
- กฎกระทรวงไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ไม่มีตาราง ampacity ในตัวบท ข้อ 18 บังคับให้ขนาดสาย/เครื่องป้องกันกระแสเกิน "เหมาะสม" และข้อ 14 ให้อ้างมาตรฐาน วสท.
- ตาราง ampacity และ derating factor มาจากมาตรฐาน วสท. และ IEC 60364-5-52 ไม่ใช่ตัวเลขในกฎไทย ห้ามแต่งค่าเอง
- ขั้นตอน — หา Ib, เลือก In ≥ Ib, เปิดตาราง ampacity พื้นฐาน, คูณ derating ได้ Iz, ตรวจ Iz ≥ In, ตรวจแรงดันตก
- derating ลด ampacity ตามอุณหภูมิแวดล้อมสูง การวางสายรวมกลุ่ม และวิธีติดตั้ง ต้องเปิดตารางจริง
- เงื่อนไข coordination ตาม IEC 60364 (สากล) — Ib ≤ In ≤ Iz และ I2 ≤ 1.45 x Iz
- เป็นงานวิศวกรไฟฟ้าผู้มีใบอนุญาต ตามนิยาม "วิศวกร" ข้อ 2 — จป. เข้าใจหลักการเพื่อตรวจสอบ ไม่ใช่ DIY และอย่าสับสน ampacity กับ short-circuit withstand
อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 — ข้อ 2 (นิยาม "วิศวกร" สาขาไฟฟ้า), ข้อ 14 (ติดตั้งตามมาตรฐาน วสท.), ข้อ 18 (สายไฟ/เครื่องป้องกันกระแสเกินขนาดเหมาะสม) law.safety.ac.th/laws/04-electrical-02-minreg-2558
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — มาตรา 5, มาตรา 8 (ฐานอำนาจออกกฎกระทรวง)
- พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 — นิยามผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาไฟฟ้า
- มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) — แหล่งตาราง ampacity และ derating factor ตามที่กฎกระทรวงข้อ 14 และข้อ 18 ให้อ้าง
- IEC 60364-5-52 และ IEC 60364 (มาตรฐานสากล — ไม่ใช่กฎหมายไทย) — เกณฑ์ ampacity, derating factor และเงื่อนไข coordination Ib ≤ In ≤ Iz, I2 ≤ 1.45 x Iz
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
