🧪 สารเคมี

ความปลอดภัยสารเคมีในห้องแล็บโรงเรียนและมหาวิทยาลัย — SDS ฉลาก GHS ตู้ดูดควัน Eyewash

ห้องแล็บสถานศึกษาที่มีอาจารย์/เจ้าหน้าที่ทำงานกับสารเคมีอยู่ใต้กฎสารเคมี 2556 — สรุปครบ SDS บัญชีสารเคมี ฉลาก GHS ตู้ดูดควัน eyewash และการจัดเก็บ-แยกประเภท สำหรับครูและนักศึกษา

Safety Station 1012 มิถุนายน 2569อ่าน 26 นาที · 5,799 คำ
ความปลอดภัยสารเคมีในห้องแล็บโรงเรียนและมหาวิทยาลัย — SDS ฉลาก GHS ตู้ดูดควัน Eyewash

ลองนึกภาพห้องแล็บเคมีในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่คุณเคยเข้า มีขวดสารเคมีเรียงเต็มชั้น มีตู้ดูดควันมุมหนึ่ง มีนักศึกษาหลายสิบคนหมุนเวียนกันเข้ามาทำการทดลอง คำถามคือ ห้องแบบนี้ต้องทำตามกฎหมายความปลอดภัยสารเคมีเหมือนโรงงานหรือไม่ คำตอบที่หลายคนยังไม่รู้คือ ต้องทำ และทำในระดับเดียวกับโรงงานด้วย

หลายคนเข้าใจว่ากฎหมายสารเคมีเป็นเรื่องของโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่จุดที่กฎหมายมองคือ "มีลูกจ้างทำงานกับสารเคมีอันตรายหรือไม่" ไม่ได้มองว่าเป็นโรงงานหรือสถานศึกษา ถ้าในห้องแล็บมีอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ดูแลห้องแล็บซึ่งเป็นลูกจ้าง ทำงานกับสารเคมีอันตราย ที่นั่นก็เข้าข่ายทันที

ทำไมห้องแล็บสถานศึกษาต้องอยู่ใต้กฎสารเคมี

กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องมี 2 ฉบับ ฉบับแม่คือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และฉบับลูกที่ลงรายละเอียดคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556

กฎกระทรวงฉบับนี้พูดถึง "นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายอยู่ในครอบครอง" และ "ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย" ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นโรงงาน ดังนั้นถ้าสถานศึกษามีลูกจ้าง เช่น อาจารย์ เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ หรือผู้ช่วยวิจัยที่เป็นบุคลากร ทำงานกับสารเคมีอันตราย สถานศึกษาในฐานะนายจ้างก็มีหน้าที่ตามกฎหมายนี้

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ นักศึกษา โดยทั่วไปนักศึกษาไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เป็นผู้ใช้ห้องแล็บที่ต้องได้รับการดูแลและฝึกอบรมก่อนใช้สารเคมีทุกครั้ง ภาระในการจัดระบบความปลอดภัยตกอยู่ที่สถานศึกษาและบุคลากร ส่วนนักศึกษามีหน้าที่ทำตามวิธีการที่ปลอดภัยที่ห้องแล็บกำหนดไว้

พูดง่าย ๆ คือ ห้องแล็บไม่ใช่พื้นที่ยกเว้น และอันตรายจากสารเคมีก็ไม่สนใจว่าคุณเป็นอาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือนักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งจับขวดกรดเป็นครั้งแรก

SDS และบัญชีสารเคมี — ของที่ต้องมีก่อนเริ่มทดลอง

ก่อนจะพูดถึงตู้ดูดควันหรือ eyewash สิ่งแรกที่กฎหมายบังคับคือเรื่องข้อมูล กฎกระทรวงสารเคมี 2556 กำหนดให้นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายอยู่ในครอบครอง จัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย และรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย (SDS) ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด

SDS ย่อมาจาก Safety Data Sheet หรือเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี เปรียบเหมือน "ฉลากยา" ของสารเคมีแต่ละตัว บอกตั้งแต่ชื่อสาร อันตราย วิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนตัวหรือกลืนเข้าไป วิธีดับเพลิง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกำจัด ห้องแล็บที่มีสารเคมี 50 ตัว ก็ต้องมี SDS ครบทั้ง 50 ตัว

สิ่งที่ครูและเจ้าหน้าที่ห้องแล็บมักลืมคือ SDS ต้องเก็บไว้หน้างานให้หยิบอ่านได้ทันที ไม่ใช่เก็บในตู้ล็อกที่ห้องธุรการ ลองคิดถึงตอนเกิดเหตุจริง ถ้านักศึกษาทำกรดหกใส่มือ คนที่อยู่ตรงนั้นต้องเปิด SDS อ่านวิธีปฐมพยาบาลได้ภายในไม่กี่วินาที ไม่ใช่วิ่งไปหากุญแจตู้

นอกจากบังคับให้มี SDS แล้ว กฎหมายยังให้นายจ้างต้องอธิบายให้ผู้ทำงานเข้าใจข้อมูลความปลอดภัยด้วย ไม่ใช่แค่แจกเอกสารไปเฉย ๆ สำหรับห้องแล็บแปลว่า ต้องสอนนักศึกษาให้อ่าน SDS เป็นก่อนทำการทดลองทุกครั้ง อย่างน้อยให้ดูได้ว่าสารตัวนี้มีสัญลักษณ์ GHS อะไร ปฐมพยาบาลอย่างไร และทิ้งอย่างไร ถ้าอยากให้นักศึกษาอ่าน SDS เป็น ลองเริ่มจาก วิธีอ่าน SDS และสัญลักษณ์ GHS ที่อธิบายทีละช่อง

อีกข้อที่ลืมไม่ได้ ในเดือนมกราคมของทุกปี นายจ้างต้องแจ้งบัญชีรายชื่อสารเคมีและ SDS ต่ออธิบดี ปัจจุบันแจ้งผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแทนการยื่นเอกสาร

ฉลาก GHS — ห้ามมีขวดไร้ชื่อในห้องแล็บ

ปัญหาคลาสสิกของห้องแล็บคือ "ขวดปริศนา" ขวดที่ใครสักคนแบ่งสารใส่ไว้นานแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าข้างในคืออะไร ขวดแบบนี้คือทั้งอันตรายและผิดกฎหมาย

กฎกระทรวงสารเคมี 2556 กำหนดให้ต้อง ปิดฉลากที่เป็นภาษาไทย มีขนาดใหญ่พอสมควร อ่านง่าย คงทน ไว้ที่ภาชนะบรรจุสารเคมีอันตราย และฉลากนั้นอย่างน้อยต้องมี ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อสารเคมี รูปสัญลักษณ์ (pictogram) คำสัญญาณ (signal word) ข้อความแสดงอันตราย และข้อควรระวัง

องค์ประกอบ 6 อย่างนี้คือหัวใจของระบบ GHS หรือระบบสากลการจำแนกและการติดฉลากสารเคมี อธิบายให้นักศึกษาเข้าใจง่าย ๆ คือ

  • รูปสัญลักษณ์ คือกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขอบแดง เช่น รูปกะโหลก (พิษ) รูปเปลวไฟ (ไวไฟ) รูปมือถูกกัดกร่อน (กัดกร่อน)
  • คำสัญญาณ มี 2 ระดับคือ "อันตราย" (Danger) สำหรับสารร้ายแรงกว่า และ "ระวัง" (Warning) สำหรับสารที่เบากว่า
  • ข้อความแสดงอันตราย บอกว่าสารตัวนี้ทำอะไรกับร่างกาย เช่น "ทำให้ผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง"
  • ข้อควรระวัง บอกว่าต้องทำอย่างไร เช่น "สวมถุงมือป้องกัน"

จุดที่ห้องแล็บพลาดบ่อยที่สุดคือ การแบ่งบรรจุ เวลาเทสารจากขวดใหญ่ลงขวดเล็กเพื่อใช้งาน กฎหมายกำหนดว่าเมื่อถ่ายเทสารเคมีอันตรายไปยังภาชนะอื่น ต้องติดชื่อสารเคมีและสัญลักษณ์ความปลอดภัยบนภาชนะที่บรรจุใหม่ด้วย แปลว่าทุกครั้งที่แบ่งสาร ต้องติดฉลากใหม่ทันที ไม่ใช่รอติดทีหลัง

และกฎเหล็กที่ต้องย้ำกับนักศึกษาให้ขึ้นใจ ห้ามใส่สารเคมีในขวดน้ำดื่มหรือภาชนะอาหารเด็ดขาด เพราะเป็นต้นเหตุของการกินสารพิษโดยเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจริงในหลายเคส

ตู้ดูดควัน (Fume Hood) — ทำปฏิกิริยาที่มีไอพิษต้องอยู่ในตู้

หลายปฏิกิริยาในห้องแล็บปล่อยไอระเหยที่เป็นพิษหรือไวไฟ ถ้าทำบนโต๊ะเปิดโล่ง ไอเหล่านั้นจะลอยเข้าจมูกคนทำและคนรอบข้าง ตู้ดูดควันคือเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อดูดไอพวกนี้ออกไปก่อนถึงตัวคน

กฎกระทรวงสารเคมี 2556 กำหนดให้บริเวณที่ทำงานกับสารเคมีอันตราย ต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึง เครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย และต้องมีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร ตู้ดูดควันก็คือเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่รูปแบบหนึ่งนั่นเอง

หลักการใช้ตู้ดูดควันที่ครูต้องสอนนักศึกษา

  • ทุกปฏิกิริยาที่ปล่อยไอพิษ ไอกรด หรือไอไวไฟ ให้ทำในตู้ดูดควันเสมอ
  • เปิดบานกระจก (sash) ไว้ในระดับที่กำหนด ไม่เปิดสูงเกินจำเป็น เพราะยิ่งเปิดสูงแรงดูดยิ่งลด
  • ทำงานลึกเข้าไปในตู้ อย่างน้อย 15 เซนติเมตรจากขอบ ไม่ทำงานที่ปากตู้
  • ไม่วางของเกะกะปิดช่องลมด้านหลังตู้

ตรงนี้มีตัวเลขที่ต้องแยกให้ชัด ในวงการมักพูดถึง "face velocity" หรือความเร็วลมที่หน้าตู้ ที่ค่าประมาณ 0.3 ถึง 0.5 เมตรต่อวินาที เป็นเกณฑ์ว่าตู้ดูดควันยังดูดได้ดีพอ ตัวเลขนี้มาจาก มาตรฐานวิชาชีพสากล เช่น ASHRAE และแนวปฏิบัติทางอาชีวอนามัย ไม่ใช่ตัวเลขที่ระบุในกฎหมายไทย กฎไทยกำหนดแค่ว่าต้องมีระบบดูดอากาศ "ที่เหมาะสม" และคุมออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 ไว้ ส่วนค่า face velocity ใช้เป็นเกณฑ์ทางเทคนิคเสริมเพื่อทดสอบว่าตู้ทำงานได้จริง ทางที่ดีควรมีการทดสอบประสิทธิภาพตู้เป็นระยะ

Eyewash และ Safety Shower — ต้องใช้ได้ทันที

อุบัติเหตุที่เจอบ่อยในห้องแล็บคือสารเคมีกระเด็นเข้าตาหรือสาดโดนตัว เวลาแบบนี้วินาทีแรก ๆ คือตัวตัดสินว่าจะเสียดวงตาหรือไม่ จุดล้างตา (eyewash) และฝักบัวฉุกเฉิน (safety shower) จึงเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

กฎกระทรวงสารเคมี 2556 กำหนดให้ในบริเวณที่ทำงานกับสารเคมีอันตราย ต้องมีที่ชำระล้างสารเคมีที่ลูกจ้างใช้ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยต้องมี ที่ล้างตาและฝักบัวชำระล้างร่างกายจากสารเคมีอันตราย

คำสำคัญที่กฎหมายเน้นคือ "ใช้ได้ทันที" หมายถึงเมื่อเกิดเหตุต้องไปถึงและกดน้ำไหลได้เลย จุดที่ห้องแล็บมักทำพลาด

  • ติด eyewash ไว้แต่เอากล่อง เอาเก้าอี้ ไปวางขวางทางเข้าถึง
  • น้ำในระบบไม่ไหล หรือไหลแรงเกินจนทิ่มตา เพราะไม่เคยทดสอบ
  • ติดตั้งไกลเกินไป กว่าจะวิ่งไปถึงตาก็เสียหายแล้ว

ตรงนี้มีตัวเลขสากลที่ใช้กันทั่วโลกแต่ไม่ได้อยู่ในกฎไทย คือมาตรฐาน ANSI Z358.1 ซึ่งแนะนำว่า eyewash ควรติดตั้งให้เข้าถึงได้ภายในระยะที่เดินถึงในเวลาประมาณ 10 วินาที และเมื่อโดนสารเคมีต้องล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที ขอย้ำว่า ตัวเลข 15 นาทีและระยะ 10 วินาที เป็นแนวปฏิบัติสากลตาม ANSI Z358.1 ไม่ใช่ตัวเลขที่ระบุในกฎหมายไทย กฎไทยกำหนดแค่ว่าต้องมีและใช้ได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติการยึดมาตรฐานสากลจะช่วยให้ปลอดภัยกว่ามาก

แนวปฏิบัติที่แนะนำคือ ทดสอบให้น้ำไหลทุกสัปดาห์ เพื่อไล่น้ำค้างท่อและเช็กว่าระบบยังทำงาน รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ กติกา Eyewash และ Safety Shower

การจัดเก็บและแยกประเภทสารเคมี

แผนภาพ isometric การแยกเก็บสารเคมีในห้องแล็บเป็น 4 โซน — ตู้สารไวไฟ (แดง), ออกซิไดเซอร์ (เหลือง), ตู้กรด (น้ำเงิน), ด่าง (เขียว) มีลูกศร X แสดงคู่ห้ามเก็บใกล้กัน (กรด-ด่าง, ออกซิไดเซอร์-ไวไฟ) แต่ละโซนมี secondary containment อ้างข้อ 17

ขวดสารเคมีไม่ใช่ของที่จะเอามาเรียงรวมกันบนชั้นเดียวตามลำดับตัวอักษรได้ เพราะบางคู่ถ้าอยู่ใกล้กันแล้วรั่ว อาจทำปฏิกิริยารุนแรงถึงขั้นไฟไหม้หรือระเบิด หลักการคือต้องแยกตามความเข้ากันได้ ไม่ใช่แยกตามชื่อ

กฎกระทรวงสารเคมี 2556 วางหลักของสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายไว้ เช่น ต้องทนไฟได้ มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม มีทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2 ทางที่เปิดออกสู่ภายนอก และต้องมีป้ายข้อความ "สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต" ติดไว้ที่ทางเข้าให้เห็นชัดเจน

หลักการแยกประเภทที่ห้องแล็บต้องทำ

  • แยก กรด (acid) ออกจาก เบส (base) ไม่ให้เก็บใกล้กัน
  • แยก สารออกซิไดซ์ (oxidizer) ออกจาก สารไวไฟ (flammable) เพราะคู่นี้เจอกันคือเชื้อเพลิงพร้อมไฟ
  • มี ตู้เก็บกรด และ ตู้เก็บสารไวไฟ แยกเฉพาะสำหรับสารกลุ่มเสี่ยง

ในส่วนของตู้เก็บสารไวไฟ มักมีการอ้างถึง "ค่าทนไฟ" เช่น ตู้หรือผนังที่ทนไฟได้ในระดับชั่วโมง ตัวเลขทนไฟเฉพาะของตู้กันไฟตามมาตรฐานสากล เช่น NFPA เป็นเกณฑ์ทางวิศวกรรมที่ใช้เสริม ส่วนกฎไทยกำหนดเรื่องการทนไฟของ "สถานที่เก็บรักษา" ไว้ในข้อ 17 ซึ่งเป็นคนละระดับกับสเปกของตู้ ต้องระวังอย่าเอาตัวเลขสองอย่างนี้มาปนกัน เครื่องมือที่ช่วยจัดห้องได้เร็วคือ Checklist เก็บรักษาสารเคมีปลอดภัย

วินัยห้องแล็บและ PPE ที่ต้องไม่ลืม

นอกจากอุปกรณ์และการจัดเก็บแล้ว เรื่องวินัยพื้นฐานคือสิ่งที่กันอุบัติเหตุได้มากที่สุดและทำได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุน

กฎข้อหนึ่งที่เป็นทั้งเรื่องสามัญสำนึกและข้อบังคับตามกฎหมาย คือต้องปิดประกาศหรือจัดทำป้ายข้อความ "ห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ประกอบอาหาร หรือเก็บอาหาร" ไว้ในบริเวณที่ทำงานและเก็บรักษาสารเคมีอันตราย เหตุผลตรงไปตรงมา การกินดื่มในห้องแล็บคือการพาสารเคมีเข้าปากโดยตรง ไม่ว่าจะผ่านมือที่ปนเปื้อนหรือไอที่ตกลงในแก้วน้ำ

เรื่อง PPE หรืออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล กฎหมายให้นายจ้างจัดให้เหมาะกับลักษณะและความรุนแรงของสารเคมี และให้ผู้ทำงานต้องสวมใส่ ในห้องแล็บชุดพื้นฐานคือ

  • เสื้อกาวน์ ป้องกันสารกระเด็นใส่เสื้อผ้าและผิว
  • แว่นนิรภัย หรือแว่นกันสารเคมี ป้องกันตา ซึ่งเป็นจุดที่บอบบางและเสียหายง่ายที่สุด
  • ถุงมือ ที่เลือกชนิดให้เหมาะกับสาร ถุงมือยางบางชนิดทนกรดได้แต่ละลายกับตัวทำละลายบางตัว ต้องดู SDS ประกอบ

สุดท้าย ห้องแล็บควรมี spill kit หรือชุดเก็บกวาดสารเคมีหก แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และเบอร์ติดต่อฉุกเฉินติดไว้ให้เห็นชัด เพราะถ้าเกิดสารหกหรือรั่ว กฎหมายกำหนดให้ต้องหยุดงานในบริเวณนั้น พาคนออกให้พ้นรัศมีอันตราย แล้วระงับเหตุทันที

เช็กลิสต์สั้น ๆ สำหรับห้องแล็บสถานศึกษา

อินโฟกราฟิกเช็กลิสต์ห้องแล็บปลอดภัย 6 ข้อ — บัญชีสารเคมี+SDS (ข้อ 2), ฉลาก GHS ภาษาไทย (ข้อ 6), ตู้ดูดควัน+ระบายอากาศ O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5% (ข้อ 10), eyewash+safety shower (ข้อ 11), ป้ายห้ามกินดื่มสูบบุหรี่ (ข้อ 9), PPE กาวน์-แว่น-ถุงมือ อ้างกฎกระทรวงสารเคมี 2556

ก่อนเปิดเทอมหรือก่อนเริ่มภาคปฏิบัติ ลองเดินตรวจห้องแล็บด้วย 8 ข้อนี้

  • มีบัญชีรายชื่อสารเคมีและ SDS ครบทุกตัว เก็บไว้หน้างานหยิบอ่านได้ทันที (ข้อ 2)
  • ทุกขวดมีฉลากภาษาไทยครบ pictogram คำสัญญาณ และข้อความเตือน ไม่มีขวดไร้ชื่อ (ข้อ 6)
  • ขวดที่แบ่งบรรจุติดฉลากใหม่ทุกใบ ไม่มีสารในขวดน้ำดื่ม (ข้อ 22)
  • ตู้ดูดควันใช้งานได้ และทดสอบประสิทธิภาพตามรอบ ออกซิเจนในห้องไม่ต่ำกว่า 19.5% (ข้อ 10)
  • eyewash และ safety shower เข้าถึงได้ ไม่มีของขวาง น้ำไหลจริง (ข้อ 11)
  • แยกเก็บ กรด/เบส/oxidizer/flammable มีตู้เฉพาะ มีป้ายห้ามเข้าที่ห้องเก็บสาร (ข้อ 17)
  • มีป้ายห้ามกิน ดื่ม สูบบุหรี่ ในห้องแล็บ (ข้อ 9)
  • มี spill kit แผนฉุกเฉิน เบอร์ติดต่อ และนักศึกษาได้รับการอบรมก่อนใช้สาร

คำถามที่พบบ่อย

ห้องแล็บโรงเรียนที่ใช้สารเคมีน้อย ๆ ต้องทำตามกฎนี้ด้วยหรือ

ถ้าในห้องแล็บมีลูกจ้าง เช่น อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ ทำงานกับสารเคมีที่อยู่ในบัญชีสารเคมีอันตราย ก็เข้าข่ายตามกฎกระทรวง 2556 ไม่ว่าจะปริมาณมากหรือน้อย หลักการที่กฎหมายมองคือมีลูกจ้างทำงานกับสารเคมีอันตรายหรือไม่ ไม่ใช่ปริมาณ ยิ่งสารน้อยยิ่งจัดการง่าย จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำ

นักศึกษาถือว่าเป็นลูกจ้างที่กฎหมายคุ้มครองหรือไม่

โดยทั่วไปนักศึกษาไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เป็นผู้ใช้ห้องแล็บที่ต้องได้รับการดูแลและฝึกอบรมก่อนใช้ ส่วนผู้ช่วยวิจัยหรือเจ้าหน้าที่ที่มีสถานะเป็นบุคลากรของสถานศึกษา ถือเป็นลูกจ้าง ภาระการจัดระบบความปลอดภัยตกอยู่ที่สถานศึกษาในฐานะนายจ้าง

ค่า face velocity ของตู้ดูดควันและเวลาล้างตา 15 นาที เป็นกฎหมายไทยหรือไม่

ไม่ใช่ ค่า face velocity 0.3 ถึง 0.5 เมตรต่อวินาที และเวลาล้างตา 15 นาที กับระยะเข้าถึง 10 วินาที เป็นแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น ANSI Z358.1 และมาตรฐานวิชาชีพอื่น กฎหมายไทยกำหนดเพียงว่าต้องมีระบบดูดอากาศที่เหมาะสมและมี eyewash ที่ใช้ได้ทันที การยึดมาตรฐานสากลเสริมเข้าไปจะช่วยให้ปลอดภัยขึ้น

ขวดสารที่แบ่งบรรจุไว้ใช้ในวันเดียว ต้องติดฉลากด้วยไหม

ต้องติด กฎกระทรวงกำหนดว่าเมื่อถ่ายเทสารเคมีอันตรายไปยังภาชนะอื่น ต้องติดชื่อสารและสัญลักษณ์ความปลอดภัยบนภาชนะที่บรรจุใหม่ ไม่มีข้อยกเว้นว่าใช้วันเดียวแล้วไม่ต้องติด เพราะอุบัติเหตุจากขวดไร้ชื่อมักเกิดในช่วงสั้น ๆ นี่เอง

ถ้าไม่ทำตามกฎสารเคมี 2556 มีผลอย่างไร

การฝ่าฝืนมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวงถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งมีบทลงโทษทั้งโทษปรับและในบางกรณีจำคุก รวมถึงกรรมการหรือผู้บริหารของนิติบุคคลอาจต้องรับผิดร่วมด้วย แต่ผลที่หนักกว่าค่าปรับคืออุบัติเหตุที่เกิดกับนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งป้องกันได้ด้วยการทำตามกฎพื้นฐานเหล่านี้

สรุป

  • ห้องแล็บในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีลูกจ้าง เช่น อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ ทำงานกับสารเคมีอันตราย อยู่ใต้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 และกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 เหมือนโรงงาน ส่วนนักศึกษาเป็นผู้ใช้ที่ต้องได้รับการดูแลและอบรมก่อนใช้
  • หน้าที่ตามกฎไทยที่ต้องมีคือ บัญชีสารเคมีและ SDS (ข้อ 2) ฉลาก GHS ภาษาไทย (ข้อ 6) ระบบระบายอากาศ/ตู้ดูดควันและออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 19.5% (ข้อ 10) eyewash และ safety shower ที่ใช้ได้ทันที (ข้อ 11) และป้ายห้ามกินดื่มสูบบุหรี่ (ข้อ 9)
  • ตัวเลข face velocity 0.3 ถึง 0.5 เมตรต่อวินาที และเวลาล้างตา 15 นาที เป็นมาตรฐานสากล (ANSI Z358.1 และอื่น ๆ) ที่ใช้เสริม ไม่ใช่ตัวเลขในกฎหมายไทย
  • การจัดเก็บต้องแยกตามความเข้ากันได้ กรด เบส oxidizer flammable ห้ามอยู่ใกล้กัน และมีตู้เฉพาะสำหรับสารกลุ่มเสี่ยง
  • เริ่มจากของที่ทำได้ทันทีและไม่ต้องลงทุน คือเดินตรวจว่าไม่มีขวดไร้ชื่อ ปิดป้ายห้ามกินดื่ม และทดสอบให้ eyewash น้ำไหลได้จริง แล้วค่อยไล่จัดส่วนที่เหลือทีละข้อ

อ้างอิงกฎหมาย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ SDS & GHS? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความปลอดภัยสารเคมีในห้องแล็บโรงเรียน/มหาวิทยาลัย — SDS GHS ตู้ดูดควัน Eyewash — Safety Station 101