เทียบผลตรวจวัดสารเคมีกับค่าขีดจำกัดที่กฎหมายไทยกำหนด
วิธีอ่านตารางค่าขีดจำกัดความเข้มข้นสารเคมีตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 แยกค่าเฉลี่ยตลอดกะออกจากค่าระยะสั้นและค่าห้ามเกิน พร้อมลำดับการเลือกค่าและวิธีทวนตัวเลขก่อนรับรองผล

ผลตรวจวัดที่ห้องปฏิบัติการส่งกลับมาเป็นเพียงตัวเลขความเข้มข้นกับหน่วย ตัวเลขนั้นยังไม่บอกว่าสถานประกอบกิจการผ่านเกณฑ์หรือไม่ จนกว่าจะนำไปวางเทียบกับค่าขีดจำกัดที่กฎหมายไทยกำหนดไว้เป็นรายสาร โดยเทียบให้ตรงตัวสาร ตรงหน่วย และตรงประเภทของค่า
ขั้นตอนเทียบค่านี้ตัดสินว่ารายงานฉบับหนึ่งใช้ยืนยันสภาพการทำงานได้จริงหรือไม่ และเป็นจุดที่พลาดง่าย เพราะตารางค่าขีดจำกัดของไทยมีค่าหลายประเภทในแถวเดียวกัน มีหน่วยต่างกันสามแบบ และมีสารจำนวนหนึ่งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดค่าเฉลี่ยตลอดกะไว้เลย
ฐานอำนาจและขอบเขตของค่าขีดจำกัด
หน้าที่คุมความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายมาจากกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 28 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุม เพื่อมิให้ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายเกินขีดจำกัดความเข้มข้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ตัวเลขขีดจำกัดรายสารอยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 28 ข้างต้น และประกาศ ณ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้เขียนสั้นมาก คือให้ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย เป็นไปตามท้ายประกาศนี้ เนื้อหาที่ใช้จริงทั้งหมดจึงอยู่ในตารางท้ายประกาศ ซึ่งไล่รายชื่อสารไว้ 324 รายการ
ขอบเขตในตัวบทมีสองพื้นที่ คือบรรยากาศของสถานที่ทำงาน และสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย โกดังเก็บถังสารที่ไม่มีคนประจำจึงอยู่ในขอบเขตด้วย จุดนี้ตกหล่นบ่อยเวลาวางแผนจุดเก็บตัวอย่าง
ผู้มีหน้าที่และงานที่ต้องเสร็จก่อนถึงขั้นเทียบค่า
รายละเอียดวิธีตรวจวัดอยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ซึ่งวางเงื่อนไขไว้หลายชั้นก่อนที่ตัวเลขจะมีน้ำหนักพอให้นำไปเทียบ เรียกในบทนี้ว่าประกาศ พ.ศ. 2559
รอบการตรวจวัด ข้อ 4 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และกำหนดรอบเพิ่มอีกสามกรณีที่ต้องตรวจวัดภายในสามสิบวัน คือหลังปรับปรุงแก้ไขกรณีค่าเกินขีดจำกัดแล้วเสร็จ กรณีผลตรวจสุขภาพของลูกจ้างผิดปกติหรือพบลูกจ้างเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานกับสารเคมีอันตราย และกรณีเปลี่ยนชนิดหรือปริมาณสารเคมี เครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือวิธีการทำงานที่อาจทำให้ระดับความเข้มข้นเปลี่ยนไป
วิธีและเครื่องมือ ข้อ 5 กำหนดให้ใช้วิธี เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากลหรือเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงวิธีการจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งใน 7 หน่วยงานที่ระบุไว้ และกำหนดให้สอบเทียบความถูกต้อง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาเครื่องมือ โดยใช้วิธีการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมเก็บหลักฐานไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ เงื่อนไขมาตรฐานเดียวกันมีน้ำหนักมากในทางปฏิบัติ เพราะการเก็บตัวอย่างด้วยวิธีของหน่วยงานหนึ่ง แล้วส่งวิเคราะห์ด้วยวิธีของอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำให้ผลที่ได้ไม่ตรงตามที่ตัวบทกำหนด
คุณสมบัติของคน ข้อ 6 กำหนดวุฒิของผู้ตรวจวัด และข้อ 7 กำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการไว้สามทางเลือก กรณีที่นายจ้างทำเองไม่ได้ กฎกระทรวง พ.ศ. 2556 ข้อ 29 วรรคสาม กำหนดให้ผู้ขึ้นทะเบียนหรือผู้ได้รับใบอนุญาตจากกรมฯ เป็นผู้ทำให้
แบบรายงานและกำหนดส่ง ข้อ 8 กำหนดให้รายงานผลตามแบบ สอ.3 ท้ายประกาศ ส่งต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผล และกำหนดให้ผู้ตรวจวัดกับผู้ตรวจวิเคราะห์รับรองรายงานผลนั้น การลงนามรับรองจึงเป็นการยืนยันว่าผู้ลงนามเทียบค่าถูกช่องแล้ว
วิธีอ่านตารางท้ายประกาศทีละช่อง
ตารางท้ายประกาศ พ.ศ. 2560 เรียงลำดับสารตามตัวอักษรของชื่อภาษาอังกฤษ แต่ละแถวมีช่องชื่อสารพร้อมเลขทะเบียนสาร ตามด้วยช่องค่าซึ่งแยกตามประเภท และช่องระยะเวลากำกับ การอ่านผิดเพียงช่องเดียวทำให้ข้อสรุปกลับด้าน
ช่องชื่อสารและเลขทะเบียนสาร
ชื่อในตารางเขียนเป็นภาษาไทยคู่กับภาษาอังกฤษ และมีเลขทะเบียนสาร (CAS) กำกับ ตัวชี้ขาดว่าแถวนั้นคือสารที่ตรวจวัดจริงหรือไม่คือเลขทะเบียนสาร ไม่ใช่ชื่อทางการค้าและไม่ใช่ชื่อที่ผู้ขายเรียก ตัวทำละลายถังเดียวกันอาจมีชื่อทางการค้าต่างกันสามชื่อ แต่เลขทะเบียนสารมีชุดเดียว เลขนี้อยู่ในหัวข้อที่ 3 ของเอกสารข้อมูลความปลอดภัย ดูวิธีอ่านได้ที่การอ่านเอกสารข้อมูลความปลอดภัยและสัญลักษณ์สากล
จุดที่ต้องระวังในช่องนี้มีสามแบบ แบบแรกคือสารที่แยกแถวย่อยตามรูปของสาร เช่น แยกฟูมออกจากผงหรือไอ ค่าของแต่ละรูปไม่เท่ากัน แบบที่สองคือสารฝุ่นที่แยกค่าตามขนาดอนุภาค คือแยกอนุภาคทุกขนาดที่อาจสูดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ ออกจากอนุภาคขนาดเล็กที่เข้าถึงถุงลมได้ เก็บตัวอย่างมาคนละขนาดอนุภาคกับที่ตารางกำหนด ผลที่ได้เทียบกันไม่ได้ แบบที่สามคือสารที่ตารางกำกับว่าคิดในรูปของธาตุตัวใดตัวหนึ่ง เช่น ในรูปของตะกั่ว หรือในรูปของไซยาไนด์ ห้องปฏิบัติการต้องรายงานผลในรูปเดียวกันนั้น
ช่องหน่วย
ตารางใช้หน่วยสามแบบ แบบแรกคือส่วนในล้านส่วนโดยปริมาตร (ppm) ใช้กับไอและก๊าซ แบบที่สองคือมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้กับฝุ่น ฟูม และละออง แบบที่สามคือจำนวนเส้นใยต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ใช้กับสารประเภทเส้นใย เช่น แอสเบสทอสชนิดไครโซไทล์ ที่กำหนดไว้ 0.1 เส้นใยต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
ผลตรวจวัดที่รายงานมาคนละหน่วยกับตาราง ให้ผู้ตรวจวิเคราะห์เป็นผู้แปลงหน่วยและระบุเงื่อนไขที่ใช้แปลงไว้ในรายงาน เพราะการแปลงระหว่างส่วนในล้านส่วนกับมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นกับมวลโมเลกุลของสาร รวมทั้งอุณหภูมิและความดันขณะเก็บตัวอย่าง
ช่องค่าและช่องระยะเวลา
ค่าที่ตารางกำหนดแยกเป็นสามประเภท แถวหนึ่งอาจมีครบทั้งสามประเภท มีเพียงประเภทเดียว หรือมีสองประเภทโดยไม่มีค่าเฉลี่ยตลอดกะเลยก็ได้
| ประเภทของค่า | ความหมาย | ใช้ตัดสินกับอะไร |
|---|---|---|
| ค่าเฉลี่ยตลอดกะ (TWA) | ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นถ่วงน้ำหนักตามเวลา ตลอดกะทำงานปกติ 8 ชั่วโมง | การรับสัมผัสสะสมทั้งวัน |
| ค่าระยะสั้น (STEL) | ค่าเฉลี่ยการรับสัมผัสในช่วงเวลาสั้นตามที่ตารางกำกับไว้ | ช่วงที่ความเข้มข้นพุ่งสูงเป็นช่วง ๆ |
| ค่าห้ามเกิน (Ceiling) | ค่าสูงสุดที่ห้ามเกินในทุกขณะ ไม่ว่านานเท่าใด | สารที่ออกฤทธิ์เฉียบพลัน |
ช่องระยะเวลาเป็นช่องที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด ค่าระยะสั้นในตารางฉบับนี้ไม่ได้กำกับไว้ที่ 15 นาทีทุกรายการ ที่พบมีทั้ง 5 นาที 10 นาที 15 นาที และ 30 นาที รวมทั้งรูปแบบที่กำกับเป็นช่วงซ้อนช่วง เช่น 5 นาทีในทุกช่วง 3 ชั่วโมง การเก็บตัวอย่างระยะสั้นจึงต้องตั้งความยาวช่วงเก็บตามที่ตารางกำกับไว้ของสารนั้น
ค่าเฉลี่ยตลอดกะ กับค่าสูงสุดชั่วขณะ
ค่าสองกลุ่มนี้ตอบคนละคำถาม และไม่ทดแทนกัน ค่าเฉลี่ยตลอดกะตอบว่าคนงานได้รับสารสะสมทั้งวันมากเกินไปหรือไม่ ส่วนค่าห้ามเกินและค่าระยะสั้นตอบว่าในระหว่างวันมีจังหวะที่ความเข้มข้นพุ่งสูงจนเป็นอันตรายเฉียบพลันหรือไม่
ผลที่ตามมาคือค่าเฉลี่ยที่ผ่านเกณฑ์ยังไม่ได้แปลว่าผ่านทั้งแถว งานที่เปิดฝาถังวันละสองครั้ง ครั้งละไม่กี่นาที อาจมีความเข้มข้นในช่วงนั้นสูงมาก แต่พอถัวเฉลี่ยกับเวลาที่เหลือของกะแล้วค่าเฉลี่ยยังต่ำ ถ้าสารนั้นมีค่าห้ามเกินกำหนดไว้ด้วย จังหวะเปิดฝาถังคือจังหวะที่ต้องเก็บตัวอย่างเพิ่ม
ตัวอย่างที่เห็นโครงสร้างนี้ชัดที่สุดคือไฮโดรเจนซัลไฟด์ ตารางไม่ได้กำหนดค่าเฉลี่ยตลอดกะไว้ให้สารตัวนี้ แต่กำหนดค่าห้ามเกินไว้ที่ 20 ppm และกำหนดค่าระยะสั้นไว้ที่ 50 ppm พร้อมระยะเวลากำกับ 10 นาที การเทียบผลของสารตัวนี้ด้วยค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงจึงไม่มีค่าให้เทียบตั้งแต่ต้น ต้องออกแบบการเก็บตัวอย่างให้จับช่วงสั้นและจับค่าสูงสุดแทน
ในทางกลับกัน เบนซีนมีทั้งสองกลุ่ม คือค่าเฉลี่ยตลอดกะ 1 ppm และค่าระยะสั้น 5 ppm ที่ระยะเวลากำกับ 15 นาที สารแบบนี้ต้องเทียบครบทั้งสองค่า ผ่านค่าหนึ่งแต่เกินอีกค่าหนึ่ง ถือว่าเกินขีดจำกัด
บางรายการมีค่าระยะสั้นสูงกว่าค่าห้ามเกิน ซึ่งดูขัดกันเมื่ออ่านผ่าน ๆ ที่จริงเป็นเพราะตารางแยกค่าสูงสุดที่ยอมรับได้ ออกจากค่าที่ยอมให้พุ่งเหนือค่านั้นได้ในเวลาจำกัดตามที่กำกับไว้ เมื่อเจอแถวลักษณะนี้ ให้อ่านช่องระยะเวลาประกอบเสมอ และทวนกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนนำไปตัดสิน
โครงสร้างสองชั้นแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องสารเคมี กฎกระทรวงความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 แยกไว้แบบเดียวกัน คือข้อ 7 คุมระดับเสียงสูงสุดของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทกไม่ให้เกิน 140 เดซิเบล และคุมเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ไม่ให้เกิน 115 เดซิเบลเอ ส่วนข้อ 8 คุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวันแยกไว้อีกข้อหนึ่ง ใครที่คุ้นกับการคำนวณปริมาณเสียงสะสมและค่าเฉลี่ยตลอดกะ จะเห็นตรรกะเดียวกันทันที
ลำดับการเลือกค่าที่ใช้ตัดสิน
เมื่อได้ผลตรวจวัดมาแล้ว ลำดับการเลือกค่ามาเทียบมีสี่ขั้น และลำดับนี้สลับกันไม่ได้
- เปิดตารางท้ายประกาศ พ.ศ. 2560 ก่อนเสมอ ถ้าสารนั้นมีชื่ออยู่ในตาราง ค่าที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายคือค่าในตารางนี้ค่าเดียว
- สารที่ไม่มีชื่อในตาราง จึงใช้ค่าอ้างอิงจากต่างประเทศ โดยระบุให้ชัดว่าเป็นค่าอ้างอิง พร้อมชื่อหน่วยงานและปีของฉบับที่ใช้
- ค่าอ้างอิงที่เข้มกว่าค่าไทย ใช้ตั้งเป็นเป้าหมายภายในได้ แต่การรับรองผลตามกฎหมายยังเทียบกับค่าไทย
- สารหลายตัวที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายเดียวกัน ต้องคิดผลรวม ไม่ใช่ดูทีละตัวว่าไม่มีตัวไหนเกิน
ค่าที่พบบ่อยในรายงานคือค่าของสมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐ ค่าของสถาบันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ และค่าของสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ทั้งสามหน่วยงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ค่าทั้งสามชุดเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่ใช้บังคับในประเทศไทย และแต่ละชุดปรับปรุงตามรอบเวลาของตัวเอง ค่าของสารบางตัวจึงต่างจากค่าไทยหลายเท่าตัว การหยิบมาใช้โดยไม่ระบุที่มา ทำให้ผู้อ่านรายงานเข้าใจว่าตัวเลขนั้นคือเกณฑ์ตามกฎหมายไทย
ข้อควรระวังอีกจุดคือประกาศ พ.ศ. 2559 ข้อ 5 อ้างถึงหน่วยงานเหล่านี้ในฐานะแหล่งอ้างอิงของ วิธีตรวจวัดและวิเคราะห์ ไม่ใช่ในฐานะแหล่งของ ค่าขีดจำกัด การหยิบค่าของหน่วยงานเหล่านั้นมาใช้แทนค่าไทย โดยอ้างว่าประกาศระบุชื่อไว้แล้ว เป็นการอ่านตัวบทข้ามหน้าที่ของข้อนั้น ส่วนวิธีคำนวณค่าเฉลี่ยตลอดกะและวิธีคิดผลรวมกรณีสัมผัสหลายสาร ดูได้ที่การคำนวณค่าเฉลี่ยตลอดกะเทียบขีดจำกัดความเข้มข้น
ทวนตัวเลขกับฉบับราชกิจจานุเบกษาก่อนลงนาม
ตารางท้ายประกาศฉบับนี้ยาว 324 รายการ และถูกคัดลอกต่อกันไปในรูปไฟล์ตาราง สไลด์ และเอกสารพิมพ์ซ้ำจำนวนมาก การคัดลอกข้ามรูปแบบไฟล์ทำให้ค่าเลื่อนช่องได้ง่าย โดยเฉพาะแถวที่ชื่อสารยาวจนขึ้นบรรทัดใหม่ และแถวที่มีสารย่อยหลายรายการรวมอยู่ด้วยกัน ค่าที่เลื่อนไปผิดช่องอ่านแล้วยังดูสมเหตุสมผล จึงผ่านตาไปได้
ก่อนนำค่าใดไปลงในรายงานที่ต้องลงนามรับรอง ให้ทวนสี่ข้อกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- เลขทะเบียนสารตรงกับสารที่เก็บตัวอย่างจริง ไม่ใช่ตรงแค่ชื่อไทยหรือชื่ออังกฤษที่คล้ายกัน
- ค่าที่หยิบมาอยู่ในช่องประเภทที่ตั้งใจจะใช้ คือค่าเฉลี่ยตลอดกะ ค่าระยะสั้น หรือค่าห้ามเกิน
- หน่วยของค่าตรงกับหน่วยในรายงานผล และถ้าแถวนั้นแยกตามรูปของสารหรือขนาดอนุภาค ต้องตรงชั้นย่อยด้วย
- ระยะเวลากำกับของค่าระยะสั้นตรงกับความยาวช่วงที่เก็บตัวอย่าง
ถ้าค่าที่อ่านได้ดูผิดสัดส่วนกับความเป็นอันตรายของสาร เช่น สารที่รู้กันว่าอันตรายสูงกลับได้ค่าหลวมกว่าตัวทำละลายทั่วไปหลายเท่า ให้ถือเป็นสัญญาณให้กลับไปเปิดฉบับจริง ไม่ใช่สัญญาณว่าสารนั้นปลอดภัยกว่าที่คิด สำเนาตารางที่ไม่ทราบที่มาไม่ควรใช้ตัดสินเรื่องที่มีผลต่อสุขภาพคน
เอกสารและหลักฐานที่ต้องเก็บ
- รายงานผลตามแบบ สอ.3 พร้อมคำรับรองจากผู้ตรวจวัดและผู้ตรวจวิเคราะห์ และหลักฐานการส่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผล
- หลักฐานการสอบเทียบ ตรวจสอบ และบำรุงรักษาเครื่องมือ พร้อมชื่อมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้
- หลักฐานคุณสมบัติของผู้ตรวจวัดและผู้ตรวจวิเคราะห์ หรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนของผู้ให้บริการ
- แผนผังจุดเก็บตัวอย่าง วันเวลาที่เก็บ ความยาวช่วงเก็บ และลักษณะงานที่ทำในช่วงนั้น เพราะข้อมูลชุดนี้คือฐานที่ทำให้ตีความค่าที่ได้
- กรณีค่าเกินขีดจำกัด ต้องมีหลักฐานมาตรการกำจัดหรือควบคุมทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2556 ข้อ 30 พร้อมผลตรวจวัดซ้ำภายในสามสิบวันนับจากวันที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสร็จ
- ผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างตามข้อ 31 ซึ่งตัวบทกำหนดให้นำไปใช้ประกอบการวางแผนตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ดูแนวทางจัดชุดตรวจได้ที่การตรวจสุขภาพแยกตามความเสี่ยง
จุดที่ทำให้อ่านค่าผิดแถวหรือผิดช่อง
- เทียบด้วยชื่อสารแทนเลขทะเบียนสาร ตัวทำละลายที่ชื่อทางการค้าต่างกันอาจเป็นสารเดียวกัน และสารที่ชื่อไทยคล้ายกันอาจเป็นคนละแถวที่ค่าต่างกันหลายเท่า
- หยิบค่าเฉลี่ยตลอดกะมาเทียบกับผลที่เก็บตัวอย่างเพียงไม่กี่นาที ค่าที่เก็บช่วงสั้นต้องเทียบกับค่าระยะสั้นหรือค่าห้ามเกินของสารนั้น
- ตั้งช่วงเก็บตัวอย่างระยะสั้นไว้ที่ 15 นาทีกับทุกสาร ทั้งที่ตารางกำกับระยะเวลาไว้ต่างกันเป็นรายสาร
- สรุปว่าผ่านเพราะค่าเฉลี่ยผ่าน ทั้งที่สารนั้นมีค่าห้ามเกินกำหนดไว้ด้วย และยังไม่ได้เก็บตัวอย่างช่วงที่งานเปิดระบบ
- เก็บตัวอย่างเฉพาะพื้นที่ผลิต โดยไม่ครอบคลุมสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายตามที่ข้อ 28 เขียนไว้
- ใช้ค่าอ้างอิงต่างประเทศเป็นเกณฑ์รับรองผล ทั้งที่สารนั้นมีค่าไทยกำหนดไว้แล้ว
- นับกำหนดส่งรายงานจากวันที่นายจ้างพิจารณาเสร็จ ตัวบทให้นับสิบห้าวันจากวันที่ทราบผล
เช็คลิสต์ก่อนลงนามรับรองผลตรวจวัด
- รายชื่อสารที่ตรวจวัดครบตามบัญชีสารเคมีอันตรายที่ครอบครองจริง และครอบคลุมทั้งพื้นที่ทำงานและพื้นที่เก็บรักษา
- เลขทะเบียนสารในรายงานตรงกับเลขทะเบียนสารในแถวของตารางท้ายประกาศ พ.ศ. 2560 ที่นำมาเทียบ
- หน่วยของผลตรวจวัดตรงกับหน่วยในตาราง และถ้าแปลงหน่วย ผู้ตรวจวิเคราะห์เป็นผู้แปลงพร้อมระบุเงื่อนไข
- สารที่แยกตามรูปของสารหรือขนาดอนุภาค เก็บตัวอย่างตรงชั้นย่อยที่ตารางกำหนด และเทียบครบทุกประเภทของค่าที่สารนั้นมี
- ช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่างระยะสั้นตรงกับระยะเวลาที่ตารางกำกับไว้ของสารนั้น
- ค่าที่ยกมาทวนกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ไม่ใช่ยกจากสำเนาที่ไม่ทราบที่มา และค่าอ้างอิงต่างประเทศที่ปรากฏในรายงานระบุชื่อหน่วยงานกำกับไว้ชัด
- หลักฐานสอบเทียบเครื่องมือและคุณสมบัติของผู้ตรวจวัดกับผู้ตรวจวิเคราะห์อยู่ครบในแฟ้ม และนัดวันส่งรายงานไว้แล้วตั้งแต่วันที่รับผลจากห้องปฏิบัติการ
สรุป
- ค่าที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายไทยคือค่าในตารางท้ายประกาศกรมฯ เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560 ซึ่งออกตามข้อ 28 ของกฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 และไล่รายชื่อสารไว้ 324 รายการ
- ตัวชี้ขาดว่าอ่านถูกแถวคือเลขทะเบียนสาร ส่วนตัวชี้ขาดว่าอ่านถูกช่องคือประเภทของค่า หน่วย และระยะเวลากำกับ
- ค่าเฉลี่ยตลอดกะกับค่าห้ามเกินตอบคนละคำถาม สารบางรายการ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไม่มีค่าเฉลี่ยตลอดกะกำหนดไว้เลย จึงต้องออกแบบการเก็บตัวอย่างให้จับช่วงสั้น
- ค่าของหน่วยงานต่างประเทศเป็นค่าอ้างอิง ใช้ตั้งเป้าหมายภายในได้ แต่ไม่ใช่ค่าที่ใช้บังคับในไทย และประกาศ พ.ศ. 2559 ข้อ 5 อ้างหน่วยงานเหล่านั้นในฐานะแหล่งของวิธีตรวจวัด ไม่ใช่แหล่งของค่าขีดจำกัด
- ตารางที่คัดลอกต่อกันมามีโอกาสเลื่อนช่อง ทุกค่าที่จะนำไปลงนามรับรองต้องทวนกับฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 28 ข้อ 29 ข้อ 30 และข้อ 31
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ประกาศ ณ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ข้อ 3 และตารางท้ายประกาศ
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ข้อ 7 และข้อ 8
- ค่าของหน่วยงานต่างประเทศที่กล่าวถึงเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่ใช้บังคับในไทย
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง