📊 ระบบบริหาร & เหตุฉุกเฉิน

หน้าฝน/น้ำท่วมในที่ทำงาน — ไฟฟ้า พื้นลื่น อพยพ และแผนฉุกเฉิน

คู่มือ จป. รับมือหน้าฝน/น้ำท่วมในโรงงาน — ตัดไฟกันไฟรั่ว (กฎไฟฟ้า 2558 ข้อ 9, 11) เส้นทางอพยพ 5 นาที (อัคคีภัย 2555 ข้อ 8) ขยายแผนฉุกเฉินครอบน้ำท่วม + checklist เตรียมก่อนฤดูฝน

Safety Station 1011 มิถุนายน 2569อ่าน 24 นาที · 5,170 คำ
หน้าฝน/น้ำท่วมในที่ทำงาน — ไฟฟ้า พื้นลื่น อพยพ และแผนฉุกเฉิน

ฝนตกหนักทั้งคืน เช้ามาน้ำเริ่มเอ่อจากลานจอดเข้าชั้นล่างของโรงงาน หัวหน้ากะโทรหา จป. คำถามแรกไม่ใช่ "จะกั้นน้ำยังไง" แต่เป็น "ตัดไฟตรงไหนก่อน แล้วจะให้คนออกทางไหน" สองคำถามนี้ต้องมีคำตอบไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่มานั่งคิดตอนน้ำขึ้นถึงเข่า

หลายคนเข้าใจว่าเมืองไทยน่าจะมี "กฎกระทรวงน้ำท่วมในที่ทำงาน" แยกออกมาเป็นฉบับเฉพาะ เอาจริง ๆ แล้วไม่มี กฎหมายความปลอดภัยไทยไม่ได้ออกข้อบังคับเรื่องน้ำท่วมไว้ตรง ๆ แต่สิ่งที่คุณถืออยู่แล้ว — กฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้า เรื่องอัคคีภัย และเรื่องระบบการจัดการ — มีหลักการที่เอามาประยุกต์รับมือน้ำท่วมได้ครบ ทั้งเรื่องไฟฟ้ารั่ว เส้นทางอพยพ และโครงแผนฉุกเฉิน

ทางเข้าโรงงานช่วงฝนตกหนัก น้ำเริ่มเอ่อ มีป้ายเตือนพื้นเปียก แผ่นกันลื่น และพนักงานสวมรองเท้ากันลื่น

ภาพรวม — ใครต้องรับมือ และทำไมต้องเตรียมล่วงหน้า

คนที่ต้องวางแผนเรื่องนี้คือ จป. ร่วมกับฝ่ายอาคารสถานที่และหัวหน้างานในแต่ละพื้นที่ โดยมีผู้จัดการโรงงานหรือผู้จัดการไซต์เป็นคนอนุมัติทรัพยากร ถ้าโรงงานหรือไซต์ของคุณอยู่ในพื้นที่ลุ่ม ใกล้คลอง ใกล้แม่น้ำ หรือเคยมีประวัติน้ำท่วมขัง เรื่องนี้คือความเสี่ยงที่ต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน ไม่ใช่รอให้กรมอุตุฯ ประกาศเตือนก่อนแล้วค่อยเริ่ม

อันตรายจากน้ำท่วมในที่ทำงานแยกได้เป็น 3 กลุ่มหลักที่ทับซ้อนกัน

  • อันตรายจากไฟฟ้า — น้ำกับความชื้นทำให้ไฟรั่ว ไฟดูด ไฟลัดวงจร เป็นอันตรายที่ถึงตายได้เร็วที่สุด
  • พื้นลื่นและการลื่นล้ม — น้ำขัง พื้นเปียก โคลนที่ไหลเข้ามา ทำให้คนลื่นล้ม กระดูกหัก หัวกระแทก
  • การติดอยู่ในอาคารและการอพยพ — น้ำขึ้นเร็วกว่าที่คิด ถ้าเส้นทางออกถูกของวางทับหรือล็อกไว้ คนจะออกไม่ทัน

จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ การรับมือน้ำท่วมไม่ใช่กฎหมายฉบับใหม่ที่ต้องไปหามาทำเพิ่ม แต่เป็นการเอากฎที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ให้ครอบสถานการณ์น้ำท่วม กฎหมายไทย 3 ฉบับที่ใช้เป็นฐานคือ กฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้า พ.ศ. 2558 กฎกระทรวงเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 และกฎกระทรวงเรื่องระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ทั้งสามฉบับเป็นข้อบังคับตามกฎหมายไทยที่นายจ้างต้องทำตามอยู่แล้ว

อันตรายไฟฟ้าช่วงน้ำท่วม — ตัดไฟก่อน อย่าเสี่ยง

น้ำกับไฟฟ้าเป็นคู่ที่อันตรายที่สุดในเหตุน้ำท่วม น้ำเป็นสื่อไฟฟ้า ถ้าน้ำท่วมถึงเต้ารับ ตู้ไฟ หรือสายไฟที่ชำรุด กระแสไฟจะรั่วลงพื้นน้ำทั้งบริเวณ คนที่เดินลุยน้ำเข้าไปอาจถูกไฟดูดโดยไม่ทันรู้ตัว เพราะมองไม่เห็นว่าน้ำตรงไหนมีไฟ ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าน้ำที่ท่วมขังคือสายไฟเส้นใหญ่ที่มองไม่เห็น ใครก้าวลงไปก็เท่ากับจับสายเปลือย รายละเอียดเชิงลึกว่าทำไมกระแสไฟแค่หลักมิลลิแอมป์ก็ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ อ่านเพิ่มได้ที่ อันตรายจากไฟฟ้าดูด

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อน้ำเริ่มเข้าถึงบริเวณที่มีไฟฟ้า คือตัดไฟในบริเวณนั้นก่อน สับเบรกเกอร์ของโซนที่น้ำเข้าถึง ไม่ใช่รอให้ตู้ไฟจมน้ำแล้วค่อยตัด การตัดไฟต้องทำโดยคนที่รู้ว่าเบรกเกอร์ตัวไหนคุมโซนไหน และต้องระบุไว้ในแผนล่วงหน้าว่าใครเป็นคนสับ ตัดเสร็จต้องล็อกและติดป้ายกันคนอื่นสับกลับ

ในแง่กฎหมาย กฎกระทรวงเรื่องไฟฟ้า พ.ศ. 2558 กำหนดให้นายจ้างดูแลบริภัณฑ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้ใช้งานได้โดยปลอดภัย หากพบว่าชำรุด หรือมีกระแสไฟฟ้ารั่ว หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้งาน ให้ซ่อมแซมหรือดำเนินการให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ตามข้อ 11 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ ช่วงหน้าฝนและน้ำท่วม ความชื้นทำให้สายไฟและบริภัณฑ์ที่เริ่มเสื่อมมีโอกาสรั่วสูงขึ้น หน้าที่ดูแลให้ปลอดภัยตามข้อ 11 จึงครอบคลุมการตรวจและซ่อมสายไฟ ปลั๊ก ตู้ไฟ ก่อนและระหว่างฤดูฝนด้วย

อีกข้อที่ต้องระวังเป็นพิเศษช่วงตัวเปียกคือเรื่องการทำงานไฟฟ้าทั้งที่เสื้อผ้าหรือตัวยังเปียก กฎกระทรวงฉบับเดียวกันกำหนดให้นายจ้างดูแลมิให้ลูกจ้างสวมใส่เครื่องนุ่งห่มที่เปียกหรือเป็นสื่อไฟฟ้าปฏิบัติงานเกี่ยวกับสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าเกินกว่า 50 โวลต์ โดยไม่มีฉนวนไฟฟ้าปิดกั้น ตามข้อ 9 พูดง่าย ๆ คือ ห้ามให้คนตัวเปียกไปจับงานไฟฟ้าแรงดันเกิน 50 โวลต์ เว้นแต่จัดให้สวมอุปกรณ์คุ้มครองหรือใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมกับแรงดัน ช่วงน้ำท่วมที่ทุกคนตัวเปียกหมด ข้อนี้คือเส้นแบ่งระหว่างทำงานได้กับต้องหยุดรอ

ที่ต้องระวัง คือห้ามให้พนักงานทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติงานไฟฟ้าเข้าไปกู้เครื่องจักรหรือดึงปลั๊กในบริเวณที่น้ำท่วมขัง งานแบบนี้ต้องรอช่างไฟที่มีอุปกรณ์ป้องกันและตัดไฟเรียบร้อยก่อนเท่านั้น ความอยากกู้ของออกมาให้เร็วคือสาเหตุที่ทำให้คนถูกไฟดูดตายในเหตุน้ำท่วมบ่อยที่สุด

พื้นลื่น — อันตรายที่คนมองข้ามแต่เกิดบ่อยที่สุด

ไฟดูดเป็นอันตรายที่ถึงตาย แต่สิ่งที่ทำให้คนบาดเจ็บมากที่สุดในหน้าฝนกลับเป็นเรื่องพื้น ๆ อย่างการลื่นล้ม น้ำฝนที่ติดรองเท้าเข้ามา น้ำขังตรงทางเข้า โคลนที่ไหลเข้าโรงงาน ทำให้พื้นที่ปกติเดินสบายกลายเป็นลานสเกตได้ทันที คนล้มหัวกระแทกพื้น ข้อเท้าพลิก กระดูกหัก เกิดขึ้นได้ทุกวันในหน้าฝนโดยไม่ต้องรอน้ำท่วมใหญ่

มาตรการคุมพื้นลื่นทำได้ทันทีและไม่แพง

  • เช็ดน้ำขังทันที อย่าปล่อยให้น้ำขังเป็นแอ่ง จัดคนหรือรอบเดินเช็ดพื้นถี่ขึ้นในวันฝนตก
  • ปูพรมหรือแผ่นกันลื่นตรงทางเข้า จุดที่คนเดินจากข้างนอกที่เปียกเข้ามาในอาคารคือจุดลื่นที่สุด
  • ติดป้ายเตือนพื้นเปียก ตั้งป้ายตรงจุดที่เพิ่งถูพื้นหรือมีน้ำขัง ให้คนชะลอและระวัง
  • จัดทางเดินแยกจากบริเวณน้ำขัง กั้นพื้นที่น้ำขังออกไป ทำทางเดินที่แห้งและมีราวจับถ้าทำได้
  • ดูแลให้คนใส่รองเท้ากันลื่น โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินเข้าออกบ่อยหรือทำงานในพื้นที่เปียก

ข้อควรระวังเพิ่มเติม คือพื้นลื่นกับไฟฟ้ามักมาคู่กัน คนที่ลื่นล้มในน้ำขังที่มีไฟรั่วอยู่ จะอันตรายเป็นสองเท่า ดังนั้นบริเวณที่น้ำเริ่มขังต้องตัดไฟและกั้นพื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

การอพยพเมื่อน้ำท่วม — ใช้หลักเส้นทางหนีไฟที่มีอยู่

น้ำท่วมฉับพลันต่างจากไฟไหม้ตรงที่บางครั้งมาช้า ๆ แต่บางครั้งมาเร็วมากจนคนตั้งตัวไม่ทัน โดยเฉพาะกรณีน้ำป่าหรือเขื่อนระบายน้ำ หลักการอพยพคนออกจากอาคารให้เร็วและปลอดภัยจึงใช้ฐานเดียวกับเส้นทางหนีไฟที่กฎหมายบังคับไว้อยู่แล้ว

กฎกระทรวงเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีเส้นทางหนีไฟทุกชั้นของอาคารอย่างน้อยชั้นละ 2 เส้นทาง ซึ่งสามารถอพยพลูกจ้างที่ทำงานในเวลาเดียวกันทั้งหมดสู่จุดที่ปลอดภัยได้โดยปลอดภัยภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที ตามข้อ 8 และเส้นทางนั้นต้องปราศจากสิ่งกีดขวาง ห้ามปิดตาย ใส่กลอน หรือล่ามโซ่ในขณะที่มีลูกจ้างทำงาน มาตรฐานนี้ออกแบบมาเพื่อไฟไหม้ แต่หลักการ "ออกได้ 2 ทาง ใน 5 นาที ไม่มีของขวาง" ใช้กับน้ำท่วมได้ตรง ๆ

ในเหตุน้ำท่วม มีจุดที่ต้องปรับจากแผนหนีไฟปกติ

  • ทิศทางอพยพต่างกัน ไฟไหม้คนต้องลงไปข้างล่างออกนอกอาคาร แต่น้ำท่วมบางกรณีต้องขึ้นที่สูง ต้องกำหนดจุดรวมพลและเส้นทางทั้งสองแบบไว้ล่วงหน้า
  • เส้นทางที่เคยใช้อาจจมน้ำ เส้นทางหนีไฟชั้นล่างอาจใช้ไม่ได้ถ้าน้ำท่วม ต้องมีเส้นทางสำรองขึ้นชั้นบนหรือออกทางที่สูงกว่า
  • ของกีดขวางจากการขนของหนีน้ำ เวลาน้ำขึ้น คนมักรีบยกของขึ้นที่สูงแล้ววางทิ้งไว้ขวางทางเดิน ต้องย้ำว่าเส้นทางอพยพต้องโล่งเสมอ ตามที่ข้อ 8 บังคับไว้

รายละเอียดเรื่องการจัดเส้นทางหนีไฟ ความกว้าง ป้ายบอกทาง และแสงสว่างฉุกเฉิน ที่ใช้ได้ทั้งกับไฟไหม้และน้ำท่วม อ่านเพิ่มได้ที่ เส้นทางหนีไฟและการอพยพ

ขยายแผนฉุกเฉินให้ครอบคลุมน้ำท่วม

ข่าวดีคือ ถ้าโรงงานของคุณมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป คุณมีโครงแผนฉุกเฉินอยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ กฎกระทรวงเรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 กำหนดว่าในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วยการตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์ ตามข้อ 4 โครงนี้มีองค์ประกอบครบ ทั้งการแจ้งเตือน การอพยพ และการบรรเทาทุกข์ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังเดียวกับที่แผนรับน้ำท่วมต้องมี

วิธีที่ดีที่สุดคือเพิ่ม scenario น้ำท่วมเข้าไปในแผนฉุกเฉินรวม (ERP) ที่มีอยู่ ไม่ใช่ทำแผนน้ำท่วมแยกอีกเล่ม สิ่งที่ต้องเติมเข้าไปสำหรับ scenario น้ำท่วม

  1. ระดับเตือนภัย กำหนดเกณฑ์ชัดเจน เช่น ฝนตกต่อเนื่องกี่ชั่วโมง น้ำในคลองสูงถึงระดับไหน ถึงจะเริ่มเฝ้าระวัง ระดับไหนต้องเตรียมอพยพ ระดับไหนต้องสั่งหยุดงานและอพยพ
  2. ทีมและบทบาท ใครเฝ้าระวังระดับน้ำ ใครสั่งตัดไฟ ใครสั่งอพยพ ใครนับยอดคน ใครติดต่อหน่วยงานภายนอก เขียนชื่อตำแหน่งและตัวสำรองให้ชัด
  3. จุดรวมพล ต้องเป็นจุดที่อยู่สูงและน้ำเข้าไม่ถึง อาจต่างจากจุดรวมพลกรณีไฟไหม้
  4. ลำดับการตัดไฟ ระบุว่าโซนไหนตัดก่อน เบรกเกอร์อยู่ตรงไหน ใครถือกุญแจล็อก
  5. การสำรองข้อมูลและทรัพย์สิน สำรองข้อมูลสำคัญขึ้น cloud หรือนำออกนอกพื้นที่ ยกเครื่องจักรและเอกสารสำคัญขึ้นที่สูง

สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ในกลุ่มกิจการที่กำหนดและมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ที่ต้องมีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 อยู่แล้ว การรับมือน้ำท่วมยิ่งเข้ากับระบบที่มีได้ง่าย เพราะกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้แผนงานด้านความปลอดภัยต้องทบทวนสถานะเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน รวมถึงเรื่องไฟฟ้าและสภาพการทำงานอื่น ตามข้อ 9 และต้องมีการประเมินผลและทบทวนระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามข้อ 10 ความเสี่ยงน้ำท่วมจึงควรถูกหยิบเข้ามาในรอบทบทวนประจำปี โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูฝน

ถ้าคุณยังไม่มีโครงแผนฉุกเฉินที่เป็นระบบ หรืออยากเห็นว่าแผนรับเหตุฉุกเฉินที่ดีประกอบด้วยอะไรบ้าง อ่านต่อได้ที่ แผนเหตุฉุกเฉิน (ERP)

checklist เตรียมก่อนฤดูฝน

อินโฟกราฟิกแนวตั้งเช็กลิสต์เตรียมหน้าฝน/น้ำท่วม 4 ด้าน — ไฟฟ้า พื้นลื่น การอพยพ และแผนฉุกเฉิน พร้อมไอคอนแต่ละหมวด

ของพวกนี้ทำตอนฟ้าใสได้ผลกว่าทำตอนฝนเริ่มตก ลองไล่เช็กทีละข้อก่อนเข้าหน้าฝน

  • ตรวจระบบระบายน้ำ ลอกท่อ ลอกราง ขุดลอกร่องน้ำรอบโรงงานให้น้ำไหลออกได้
  • ตรวจสายไฟ ปลั๊ก ตู้ไฟ จุดที่เสื่อมหรือชำรุด ซ่อมให้อยู่ในสภาพปลอดภัยตามข้อ 11
  • ยกอุปกรณ์ไฟฟ้า ตู้ควบคุม และสต็อกสำคัญขึ้นที่สูงพ้นระดับน้ำที่เคยท่วม
  • ทำผังเบรกเกอร์ให้ชัดว่าตัวไหนคุมโซนไหน และระบุคนที่รับผิดชอบสั่งตัดไฟ
  • เตรียมแผ่นกันลื่น พรมเช็ดเท้า ป้ายเตือนพื้นเปียก ไว้ตรงทางเข้าและจุดเสี่ยงลื่น
  • ทบทวนเส้นทางอพยพ ให้มีอย่างน้อยชั้นละ 2 ทาง โล่ง ออกได้ใน 5 นาที ตามข้อ 8
  • กำหนดจุดรวมพลกรณีน้ำท่วมที่อยู่สูงและน้ำเข้าไม่ถึง
  • เพิ่ม scenario น้ำท่วมในแผนฉุกเฉิน พร้อมระดับเตือนและบทบาททีม
  • ซ้อมการตัดไฟและอพยพกรณีน้ำท่วมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • เตรียมเบอร์ฉุกเฉินและช่องทางสื่อสารสำรอง เผื่อไฟดับหรือสัญญาณล่ม
  • สำรองข้อมูลสำคัญและเอกสารขึ้น cloud หรือนำออกนอกพื้นที่เสี่ยง

คำถามที่พบบ่อย

เมืองไทยมีกฎหมายเรื่องน้ำท่วมในที่ทำงานโดยเฉพาะไหม

ไม่มีกฎกระทรวงที่ออกมาเพื่อน้ำท่วมโดยตรง การรับมือน้ำท่วมในที่ทำงานเป็นการประยุกต์หลักการจากกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งเรื่องไฟฟ้า เรื่องเส้นทางอพยพและแผนฉุกเฉินตามกฎอัคคีภัย และเรื่องการทบทวนความเสี่ยงตามระบบการจัดการความปลอดภัย นายจ้างจึงต้องใช้กรอบเหล่านี้มาคุมความเสี่ยงน้ำท่วมเอง

พอน้ำเริ่มเข้า ควรตัดไฟทั้งโรงงานเลยไหม

ตัดไฟในบริเวณที่น้ำเข้าถึงก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนจะตัดทั้งโรงงานหรือไม่ ขึ้นกับว่าระบบไฟฟ้าแยกโซนได้แค่ไหนและน้ำลามถึงไหน หลักคือไม่ปล่อยให้บริเวณที่มีน้ำยังมีไฟอยู่ การตัดต้องทำโดยคนที่รู้ผังเบรกเกอร์ และล็อกกันสับกลับ ไม่ใช่ให้พนักงานทั่วไปลุยน้ำเข้าไปดึงปลั๊กเอง

ทำไมต้องห้ามคนตัวเปียกทำงานไฟฟ้า ในเมื่อน้ำท่วมทุกคนก็เปียกหมด

เพราะตัวเปียกทำให้ร่างกายเป็นสื่อไฟฟ้าได้ดีขึ้นมาก โอกาสถูกไฟดูดและความรุนแรงจะสูงขึ้น กฎกระทรวงไฟฟ้า ข้อ 9 จึงห้ามให้คนสวมเครื่องนุ่งห่มที่เปียกทำงานกับไฟฟ้าแรงดันเกิน 50 โวลต์ โดยไม่มีฉนวนปิดกั้น เว้นแต่จัดอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมกับแรงดันให้ ในทางปฏิบัติช่วงน้ำท่วม คือให้รอช่างไฟที่มีอุปกรณ์ครบ ไม่ใช่ใครก็ได้

โรงงานเล็กมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ไม่ต้องทำแผนใช่ไหม

แม้แผนป้องกันและระงับอัคคีภัยตามข้อ 4 จะบังคับเฉพาะที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป แต่หน้าที่ดูแลไฟฟ้าให้ปลอดภัยตามข้อ 11 และหน้าที่ป้องกันคนลื่นล้มหรือถูกไฟดูด เป็นความรับผิดชอบของนายจ้างทุกขนาด การมีแผนตัดไฟและอพยพอย่างง่าย ๆ ที่ทุกคนรู้ จึงควรทำไม่ว่าจะมีกี่คน

ควรซ้อมรับน้ำท่วมแยกจากซ้อมหนีไฟไหม

ไม่จำเป็นต้องแยกเสมอ ถ้าเส้นทางและจุดรวมพลใช้ร่วมกันได้ก็ซ้อมรวมได้ แต่ควรเพิ่มสถานการณ์ที่ต่างกัน เช่น การขึ้นที่สูงแทนการลงล่าง และลำดับการตัดไฟ เข้าไปในการซ้อม เพื่อให้คนคุ้นกับทั้งสองกรณี

สรุป

  • เมืองไทยไม่มี "กฎกระทรวงน้ำท่วม" เฉพาะ แต่ใช้กฎไฟฟ้า 2558 กฎอัคคีภัย 2555 และระบบจัดการ 2565 มาประยุกต์รับน้ำท่วมได้ครบ
  • ไฟฟ้าคืออันตรายอันดับแรก ตัดไฟบริเวณที่น้ำเข้าถึงก่อน ดูแลบริภัณฑ์ไม่ให้รั่ว (ข้อ 11) และห้ามคนตัวเปียกทำงานไฟฟ้าเกิน 50 โวลต์โดยไม่มีฉนวน (ข้อ 9)
  • พื้นลื่นเกิดบ่อยที่สุด เช็ดน้ำขัง ปูแผ่นกันลื่น ติดป้ายเตือน และแยกทางเดินจากน้ำขัง
  • เส้นทางอพยพต้องใช้ได้จริง อย่างน้อยชั้นละ 2 ทาง ออกใน 5 นาที ไม่มีของขวาง (ข้อ 8) และเตรียมเส้นทางขึ้นที่สูงเผื่อไว้
  • ขยายแผนฉุกเฉินที่มีอยู่ (ข้อ 4) ให้ครอบ scenario น้ำท่วม และทบทวนความเสี่ยงนี้ในรอบประจำปีของระบบจัดการ (ข้อ 10)

ลองเริ่มที่จุดเดียวก่อน เดินไปดูตู้ไฟฟ้าหลักของโรงงานวันนี้ว่าอยู่สูงจากพื้นพอจะพ้นน้ำที่เคยท่วมหรือยัง แล้วค่อย ๆ ไล่ checklist ที่เหลือก่อนฝนจะมาเต็มที่

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ แผนเหตุฉุกเฉิน? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วม/หน้าฝนในที่ทำงาน — ไฟฟ้า พื้นลื่น อพยพ และแผนฉุกเฉิน — Safety Station 101