🤿 งานประดาน้ำ

แผนการดำน้ำ หัวหน้านักประดาน้ำ และทีม 5 ตำแหน่ง — ครบตามกฎหมาย

ทีมงานประดาน้ำ 5 ตำแหน่งตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 6 + หน้าที่หัวหน้านักประดาน้ำ + แผนการดำน้ำตามตารางมาตรฐาน + Diving Record 9 รายการ + จำนวนคนขั้นต่ำตามความลึก

Safety Station 10131 พฤษภาคม 2569อ่าน 31 นาที · 6,840 คำ
แผนการดำน้ำ หัวหน้านักประดาน้ำ และทีม 5 ตำแหน่ง — ครบตามกฎหมาย

งานประดาน้ำต่างจากงานเสี่ยงสูงอื่นตรงที่ "ความผิดพลาด" ไม่ค่อยให้โอกาสแก้ตัว คนงานที่อยู่ใต้น้ำลึก 30 เมตร ถ้าอากาศหมด ติดต่อสื่อสารไม่ได้ หรือขึ้นเร็วเกินไปจนเกิดอาการเจ็บป่วยจากการลดความกดดัน — แต่ละอย่างคือเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาไม่กี่นาที นี่คือเหตุผลที่กฎหมายไม่ปล่อยให้ "ดำน้ำกันเอง" แต่กำหนดให้ต้องมีทีมงานครบตำแหน่ง มีคนวางแผน มีคนคุมเวลา และมีคนสั่งหยุดได้เมื่อสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

ทีมงานประดาน้ำเชิงพาณิชย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยต้องมี 5 ตำแหน่ง โดยมี หัวหน้านักประดาน้ำ เป็นศูนย์กลางความปลอดภัย ส่วนแผนการดำน้ำแต่ละครั้งต้องอิงตารางมาตรฐาน บันทึกเวลาทุกช่วง และจัดคนให้พอตามระดับความลึก ทั้งหมดนี้กำหนดไว้ใน กฎกระทรวงงานประดาน้ำ พ.ศ. 2563 ฉบับเต็ม และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอีก 2 ฉบับที่ออกตามมา

ทีมงานประดาน้ำ 5 ตำแหน่งตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 จัดเรียงเป็น infographic แสดงหัวหน้านักประดาน้ำตรงกลาง ล้อมด้วยพี่เลี้ยงนักประดาน้ำ นักประดาน้ำ นักประดาน้ำพร้อมดำ และผู้ควบคุมระบบการจ่ายอากาศและการติดต่อสื่อสาร พร้อมไอคอนหน้าที่แต่ละตำแหน่ง

ทีมงานประดาน้ำ 5 ตำแหน่งคือใคร ทำอะไรบ้าง

กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 6 กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานประดาน้ำต้องปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งของตน รวม 5 ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งมีนิยามและหน้าที่ชัดเจน ไม่ใช่ใครก็ทำแทนกันได้ตามใจ

นึกภาพง่าย ๆ เหมือนทีมในห้องผ่าตัด — มีศัลยแพทย์เป็นคนคุม มีวิสัญญีคุมยาสลบ มีพยาบาลส่งเครื่องมือ มีคนเฝ้าจอสัญญาณชีพ ทุกคนมีหน้าที่เฉพาะ ขาดคนไหนงานก็เดินไม่ได้อย่างปลอดภัย ทีมประดาน้ำก็เป็นแบบเดียวกัน

1. หัวหน้านักประดาน้ำ

ตามนิยามในข้อ 1 หัวหน้านักประดาน้ำ คือนักประดาน้ำซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ทำหน้าที่ วางแผนและควบคุมการทำงานประดาน้ำทั้งหมด เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบสูงสุดในหน้างาน รายละเอียดหน้าที่จะลงลึกในหัวข้อถัดไป

2. พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ

นักประดาน้ำที่ทำหน้าที่ คอยดูแลช่วยเหลือนักประดาน้ำ ในการทำงาน หน้าที่หลักตามข้อ 6 (2) คือ ศึกษาแผนงาน ซักซ้อมแผนการติดต่อสื่อสารและแผนป้องกันอันตราย ตรวจสอบเครื่องมือและช่วยแต่งชุดดำน้ำ บันทึกปริมาณอากาศในขวดก่อนและหลังดำน้ำ และรายงานเวลาการทำงานใต้น้ำให้หัวหน้านักประดาน้ำทราบทุกขั้นตอน

3. นักประดาน้ำ

ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ชำนาญในการทำงานประดาน้ำ คือคนที่ลงไปทำงานจริงใต้น้ำ หน้าที่ตามข้อ 6 (3) คือ ศึกษาแผนงานให้เข้าใจ ตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ให้พร้อม และ ปฏิบัติตามแผนการทำงาน กฎเกณฑ์การดำน้ำ และมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะแผนการดำขึ้น ที่ต้องพักตามระดับความลึกต่าง ๆ ตามเวลาที่กำหนด

4. นักประดาน้ำพร้อมดำ

ตำแหน่งนี้คือ "คนสำรองที่พร้อมลงทันที" — นิยามในข้อ 1 ระบุว่าเป็นนักประดาน้ำซึ่งทำหน้าที่ เตรียมพร้อมจะลงไปช่วยเหลือนักประดาน้ำที่ทำงานอยู่ได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ตามข้อ 6 (4) ต้องเตรียมพร้อมดำตามคำสั่งหัวหน้านักประดาน้ำ และตรวจสอบเครื่องมืออุปกรณ์ของตนให้พร้อมใช้ตลอดเวลา หลายคนเข้าใจผิดว่านี่คือ "คนว่าง" ที่ไว้เผื่อ จริง ๆ คือคนที่ต้องตื่นตัวที่สุด เพราะเมื่อเกิดเหตุ คือคนแรกที่ลงไปช่วย

5. ผู้ควบคุมระบบการจ่ายอากาศและการติดต่อสื่อสาร

นักประดาน้ำซึ่งทำหน้าที่ ควบคุมดูแลระบบการจ่ายอากาศและการติดต่อสื่อสาร กับนักประดาน้ำที่ทำงานอยู่ใต้น้ำ ตามข้อ 6 (5) คือ ตรวจสอบและควบคุมการจ่ายอากาศให้นักประดาน้ำตามความลึก และควบคุมระบบติดต่อสื่อสารระหว่างหัวหน้านักประดาน้ำกับนักประดาน้ำ ตำแหน่งนี้สำคัญมากในงานที่ใช้อากาศจากผิวน้ำ (surface supply) เพราะเป็นคนที่ "ปลายสายอากาศและสายสื่อสาร" ของคนใต้น้ำ

รายละเอียดว่าแต่ละตำแหน่งต้องผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติอะไรบ้าง อ่านได้ที่ คุณสมบัติและการอบรมของแต่ละตำแหน่ง

หัวหน้านักประดาน้ำ — ศูนย์กลางความปลอดภัยของทั้งทีม

แผนภาพ isometric หัวหน้านักประดาน้ำที่ตู้ควบคุมคุมเวลาดำน้ำ 5 ช่วง — เริ่มดำ เวลาใต้น้ำ กลับขึ้น พักลดความกดดัน และพักปรับสภาพก่อนดำครั้งต่อไป

ในบรรดา 5 ตำแหน่ง หัวหน้านักประดาน้ำคือคนที่กฎหมายให้ความรับผิดชอบมากที่สุด ข้อ 6 (1) กำหนดหน้าที่ไว้ 6 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนลงน้ำ ระหว่างทำงาน จนถึงการสั่งการในภาวะฉุกเฉิน

ด้านที่ 1 — วางแผนและคุมการสื่อสาร หัวหน้านักประดาน้ำต้อง "วางแผนการทำงานและควบคุมการดำน้ำ ตลอดจนการติดต่อสื่อสารระหว่างลูกจ้างผู้ทำงานใต้น้ำกับลูกจ้างผู้ทำงานบนผิวน้ำ"

ด้านที่ 2 — วางแผนป้องกันอันตราย ที่อาจเกิดจากงานประดาน้ำ ไม่ใช่แค่วางแผนงานเฉย ๆ แต่ต้องคิดเผื่อว่าอะไรจะพลาดได้บ้าง แล้วเตรียมทางรับมือ

ด้านที่ 3 — ชี้แจงและมอบหมายหน้าที่ ให้นักประดาน้ำและลูกจ้างแต่ละคนตามแผนแต่ละครั้ง รวมถึงวิธีทำงาน วิธีป้องกันอันตราย และดูแลให้ทุกคนตรวจสอบเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมก่อนลงน้ำ นี่คือเหตุผลที่การบรีฟก่อนดำ (pre-dive briefing) เป็นเรื่องที่ข้ามไม่ได้

ด้านที่ 4 — ตรวจความพร้อมก่อนดำ ทั้งความพร้อมของคน เครื่องมือ อุปกรณ์ และที่สำคัญคือ ปริมาณอากาศในขวดอากาศดำน้ำทั้งก่อนและหลังการทำงาน การเช็กอากาศหลังขึ้นด้วย ช่วยให้รู้ว่าคนงานใช้อากาศไปเท่าไร เหลือ margin ปลอดภัยแค่ไหน

ด้านที่ 5 — คุมเวลาทุกช่วง หน้าที่นี้คือหัวใจของความปลอดภัยในการดำน้ำ หัวหน้านักประดาน้ำต้อง "ควบคุมเวลาในการทำงานประดาน้ำ ตั้งแต่เวลาเริ่มดำน้ำ เวลาในการทำงานใต้น้ำ เวลาที่กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เวลาที่ต้องพักในระดับความลึกต่าง ๆ และเวลาพักเพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนลงไปทำงานใต้น้ำครั้งต่อไป รวมทั้งระยะเวลาการดำน้ำครั้งต่อไป"

เวลาในงานดำน้ำไม่ใช่เรื่องของความสะดวก แต่เป็นตัวเลขที่กำหนดว่าร่างกายคนงานจะปลอดภัยหรือไม่ ดำนานเกินไป หรือขึ้นเร็วเกินไปโดยไม่พักลดความกดดันตามตาราง คือสาเหตุตรงของอาการเจ็บป่วยจากการลดความกดดัน (decompression sickness)

ด้านที่ 6 — อยู่สั่งการตลอดเวลา หัวหน้านักประดาน้ำต้อง "อยู่สั่งการและควบคุมตลอดเวลาที่มีการทำงานประดาน้ำ" แปลว่าห้ามทิ้งหน้างานไปทำอย่างอื่นระหว่างที่มีคนอยู่ใต้น้ำ และห้ามลงไปดำเองพร้อมกัน เพราะถ้าหัวหน้าลงน้ำ ก็ไม่มีใครอยู่คุมบนผิวน้ำ

แผนการดำน้ำต้องอิงตารางมาตรฐาน

หน้าที่ "วางแผน" ของหัวหน้านักประดาน้ำ ไม่ใช่การกะเอาเองจากประสบการณ์ แต่ต้องอิงตารางมาตรฐานการดำน้ำ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องตารางมาตรฐานการดำน้ำ ข้อ 2 กำหนดว่านายจ้าง "ต้องเลือกใช้ตารางมาตรฐานการดำน้ำที่ได้มาตรฐานหรือเป็นไปตามหลักการคำนวณที่ถูกต้อง เพื่อจัดทำแผนการดำน้ำแต่ละครั้ง" โดยคำนึงถึงอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ

ประเด็นสำคัญในข้อ 2 คือคำว่า "แต่ละครั้ง" — แผนการดำน้ำไม่ใช่เอกสารที่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด แต่ต้องทำใหม่ทุกครั้งตามความลึก ระยะเวลา และเงื่อนไขของงานนั้น ๆ และข้อนี้ยังย้ำว่านายจ้างต้องคุมไม่ให้ดำน้ำเกินขีดจำกัดของทั้งตารางมาตรฐานและอุปกรณ์ที่ใช้

ตารางมาตรฐานการดำน้ำคือชุดข้อมูลที่บอกว่า ที่ความลึกหนึ่ง ๆ คนงานอยู่ใต้น้ำได้นานเท่าไร และตอนขึ้นต้องหยุดพักที่ระดับความลึกใดบ้าง นานเท่าไร เพื่อให้ก๊าซไนโตรเจนที่ละลายในเลือดค่อย ๆ ระบายออกอย่างปลอดภัย

ตารางการลดความกดดันและรายละเอียดอุปกรณ์ดำน้ำที่ต้องใช้ในแต่ละระดับ อ่านเพิ่มที่ ตารางการลดความดันและอุปกรณ์ดำน้ำ

Diving Record — บันทึกการดำน้ำ 9 รายการเวลา

อินโฟกราฟิก 4:5 ไทม์ไลน์รูปตัว U ของการบันทึกการดำน้ำ (Diving Record) 9 รายการเวลา ตั้งแต่ออกจากผิวน้ำ ถึงพื้นทะเล จุดพักลดความกดดัน จนกลับถึงผิวน้ำและเวลารวม

ทุกครั้งที่มีการดำน้ำ ต้องมีการจดบันทึก ประกาศกรมฯ เรื่องตารางมาตรฐานการดำน้ำ ข้อ 3 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มี การบันทึกการดำน้ำ (Diving Record) ทุกครั้งในแผนการดำน้ำแต่ละครั้ง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีข้อมูล 9 รายการ

ลำดับ รายการ (ไทย) ชื่ออังกฤษ
1 เวลาเริ่มดำน้ำลง Left Surface
2 เวลาถึงพื้นท้องทะเล หรือจุดทำงาน Reached Bottom
3 เวลาเริ่มดำน้ำขึ้น Left Bottom
4 เวลาถึงจุดหยุดหรือจุดลดความกดดัน Reached a stop
5 เวลาออกจากจุดหยุดหรือจุดลดความกดดัน Left a stop
6 เวลาถึงผิวน้ำหรือหัวพันน้ำ Reached Surface
7 เวลาที่คำนวณจากหัวมิดน้ำจนถึงเริ่มดำน้ำขึ้น Total Bottom Time
8 เวลาจากเริ่มดำน้ำขึ้นจนถึงผิวน้ำหรือหัวพันน้ำ Total Decompression Time
9 เวลาจากเริ่มดำน้ำลงจนถึงผิวน้ำหรือหัวพันน้ำ Total Time of Dive

บันทึกนี้ไม่ได้มีไว้แค่ทำตามกฎหมาย แต่เป็นข้อมูลที่ใช้จริงในการคุมความปลอดภัย — ถ้าคนงานต้องดำซ้ำในวันเดียวกัน หัวหน้านักประดาน้ำใช้เวลาจากบันทึกครั้งก่อนมาคำนวณว่าต้องพักนานเท่าไรก่อนลงครั้งต่อไป และถ้าเกิดอาการผิดปกติหลังขึ้นจากน้ำ แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำใช้ตัวเลขเหล่านี้วินิจฉัยและรักษาได้ตรงจุด

จำนวนคนขั้นต่ำตามระดับความลึก

คำถามที่หัวหน้านักประดาน้ำและ จป.เจอบ่อยที่สุดคือ "งานนี้ต้องมีคนกี่คน" คำตอบไม่ได้ขึ้นกับงบประมาณหรือความสะดวก แต่กำหนดไว้ในประกาศกรมฯ เรื่องการจัดให้มีลูกจ้างและบุคลากรทางการแพทย์ ข้อ 1 ที่ระบุว่าจำนวนลูกจ้าง เจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำ แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำหรือแพทย์เวชศาสตร์ทางทะเล และอุปกรณ์ ที่ระดับความลึกของการดำน้ำ ต้องเป็นไปตามตารางท้ายประกาศ

ตัวเลขในตารางท้ายประกาศนี้คือจำนวน "อย่างน้อย" — หมายความว่าจัดมากกว่าได้ แต่จัดน้อยกว่าไม่ได้ และจำนวนต่างกันตาม 2 ปัจจัย คือ ประเภทเครื่องประดาน้ำ (ไม่ใช้อุปกรณ์ / ขวดอากาศ scuba / อากาศจากผิวน้ำ) และช่วงความลึก

ประเภทที่ 1 — ไม่ใช้อุปกรณ์

ระดับความลึก หัวหน้านักประดาน้ำ พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ นักประดาน้ำ นักประดาน้ำพร้อมดำ ผู้ควบคุมระบบจ่ายอากาศและสื่อสาร จนท.เวชศาสตร์ใต้น้ำ แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ/ทางทะเล
ตั้งแต่ 10 ฟุต แต่ไม่เกิน 20 ฟุต 1 - 1 - - - -

ประเภทที่ 2 — เครื่องประดาน้ำประเภทขวดอากาศ (scuba)

ระดับความลึก หัวหน้านักประดาน้ำ พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ นักประดาน้ำ นักประดาน้ำพร้อมดำ ผู้ควบคุมระบบจ่ายอากาศและสื่อสาร จนท.เวชศาสตร์ใต้น้ำ แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ/ทางทะเล
ตั้งแต่ 10 ฟุต แต่ไม่เกิน 20 ฟุต 1 - 1 - - - -
มากกว่า 20 ฟุต แต่ไม่เกิน 130 ฟุต 1 1 2 1 - - -
มากกว่า 130 ฟุต แต่ไม่เกิน 190 ฟุต 1 2 2 1 - 1 -
มากกว่า 190 ฟุต แต่ไม่เกิน 300 ฟุต 1 2 2 1 - 1 1

ประเภทที่ 3 — เครื่องประดาน้ำประเภทใช้อากาศจากผิวน้ำ (surface supply)

ระดับความลึก หัวหน้านักประดาน้ำ พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ นักประดาน้ำ นักประดาน้ำพร้อมดำ ผู้ควบคุมระบบจ่ายอากาศและสื่อสาร จนท.เวชศาสตร์ใต้น้ำ แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ/ทางทะเล
ตั้งแต่ 10 ฟุต แต่ไม่เกิน 20 ฟุต 1 1 1 1 1 - -
มากกว่า 20 ฟุต แต่ไม่เกิน 130 ฟุต 1 1 1 1 1 - -
มากกว่า 130 ฟุต แต่ไม่เกิน 190 ฟุต 1 2 2 1 1 1 -
มากกว่า 190 ฟุต แต่ไม่เกิน 300 ฟุต 1 2 2 1 1 1 1

ลองอ่านตารางด้วยตัวอย่างจริง — งานตรวจสอบขาแท่นใต้น้ำที่ความลึก 90 ฟุต แบบ scuba เข้าช่วง "มากกว่า 20 ฟุต แต่ไม่เกิน 130 ฟุต" ต้องมีอย่างน้อย หัวหน้านักประดาน้ำ 1 คน พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ 1 คน นักประดาน้ำ 2 คน และนักประดาน้ำพร้อมดำ 1 คน รวม 5 คน จะส่งคนลงไป 2 คนแล้วให้คนบนเรือคุมเองอีก 1 คนไม่ได้

ข้อสังเกตที่ จป.ต้องจับให้ได้ — พอความลึกเกิน 130 ฟุต กฎหมายเริ่มบังคับให้มี เจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำ เพิ่มเข้ามา และเมื่อเกิน 190 ฟุต ต้องมี แพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำหรือแพทย์เวชศาสตร์ทางทะเล ประจำด้วย เพราะยิ่งลึก ความเสี่ยงเรื่องการลดความกดดันยิ่งสูง การช่วยเหลือทางการแพทย์ต้องพร้อมที่หน้างานทันที นอกจากนี้ ถ้างานต้องลดความกดดัน (decompression) ข้อ 2 ของประกาศฉบับเดียวกันยังบังคับให้จัดห้องปรับแรงดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) พร้อมเจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำด้วย

ชั่วโมงทำงาน — งานอันตรายที่กฎหมายจำกัดเวลา

งานประดาน้ำถูกจัดเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นเวลาทำงานจึงสั้นกว่างานทั่วไป ประกาศกรมฯ เรื่องตารางมาตรฐานการดำน้ำ ข้อ 1 กำหนดว่านายจ้างต้องให้ลูกจ้าง ทำงานวันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 42 ชั่วโมง

ตัวเลข 7 ชั่วโมงต่อวัน และ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นี้ น้อยกว่ามาตรฐานงานทั่วไปที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพราะร่างกายคนที่ทำงานใต้แรงกดดันต้องการเวลาฟื้นตัวมากกว่า การจัดตารางงานที่ฝืนเกณฑ์นี้ นอกจากผิดกฎหมายแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงสะสมต่อตัวคนงานโดยตรง

นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องดำน้ำซ้ำในระยะเวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง หรือตามที่ตารางดำน้ำมาตรฐานกำหนด ต้องใช้มาตรการตามตารางมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ตามข้อ 4 ของประกาศฉบับเดียวกัน — เพราะไนโตรเจนที่สะสมจากการดำครั้งก่อนยังไม่ระบายหมด การดำซ้ำเร็วเกินไปจึงต้องคุมเป็นพิเศษ

สิทธิปฏิเสธ และการสั่งหยุด-เลิกดำน้ำ

ความปลอดภัยในงานประดาน้ำไม่ได้ขึ้นกับแผนอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลไก "หยุดได้ทันที" เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน กฎหมายให้อำนาจนี้ไว้ทั้งกับตัวคนงานเองและกับหัวหน้า

ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการดำน้ำ

ข้อ 10 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ระบุว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานประดาน้ำ อาจปฏิเสธการดำน้ำในคราวใดก็ได้ หากเห็นว่าการดำน้ำคราวนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของตน

ข้อนี้สำคัญในแง่วัฒนธรรมความปลอดภัย — คนงานที่รู้สึกว่าวันนี้ร่างกายไม่พร้อม หรือสภาพหน้างานไม่ปลอดภัย มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะไม่ลง โดยไม่ถือว่าขัดคำสั่ง หัวหน้านักประดาน้ำและนายจ้างต้องเคารพสิทธิ์นี้ ไม่ใช่กดดันให้ฝืนลง

หัวหน้านักประดาน้ำต้องสั่งหยุด-เลิกดำใน 3 กรณี

ข้อ 11 กำหนดชัดว่า นายจ้างและหัวหน้านักประดาน้ำต้องสั่งให้ลูกจ้างซึ่งทำงานประดาน้ำหยุดหรือเลิกการดำน้ำ ใน 3 กรณี

  1. เมื่อพี่เลี้ยงนักประดาน้ำและนักประดาน้ำ ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้
  2. เมื่อนักประดาน้ำ ต้องใช้อากาศสำรอง จากขวดอากาศหรือขวดอากาศสำรอง
  3. เมื่อการดำน้ำในพื้นที่บริเวณนั้น ไม่ปลอดภัย

คำว่า "ต้อง" ในข้อนี้คือคำบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง หัวหน้านักประดาน้ำไม่มีดุลพินิจที่จะ "ดูสถานการณ์ต่อ" — ต้องสั่งหยุดทันที โดยเฉพาะกรณีที่ 2 ที่คนงานต้องเริ่มใช้อากาศสำรอง นั่นแปลว่าระบบหลักมีปัญหาแล้ว ทุกวินาทีหลังจากนั้นคือเวลานับถอยหลัง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในงานประดาน้ำ

จากการตรวจหน้างานและการอบรม มีข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ที่ทำให้ทีมประดาน้ำเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

  • จัดคนไม่ครบตามตาราง — ส่งคนลง 2 คนแล้วเหลือคนคุมบนเรือคนเดียว ทั้งที่ความลึกระดับนั้นต้องมีพี่เลี้ยงและพร้อมดำเพิ่ม การประหยัดคนคือการตัดทอนตำแหน่งที่มีไว้ช่วยชีวิต
  • หัวหน้านักประดาน้ำลงไปดำเอง — ทำให้ไม่มีใครอยู่สั่งการบนผิวน้ำ ขัดข้อ 6 (1) (ฉ) ที่กำหนดให้อยู่สั่งการตลอดเวลา
  • ทำแผนการดำน้ำครั้งเดียวใช้ทั้งโครงการ — แผนต้องทำ "แต่ละครั้ง" ตามข้อ 2 เพราะความลึกและเงื่อนไขต่างกัน
  • ไม่จด Diving Record ครบ 9 รายการ — มักจดแค่เวลาลงกับเวลาขึ้น ขาดเวลาพักลดความกดดัน ทำให้คำนวณการดำซ้ำผิด
  • ฝืนชั่วโมงทำงาน — จัดให้ดำเกิน 7 ชั่วโมงต่อวันเพื่อเร่งงาน เพิ่มความเสี่ยงสะสมและผิดข้อ 1
  • กดดันคนงานให้ฝืนลงทั้งที่ปฏิเสธ — ละเมิดสิทธิตามข้อ 10 และอันตรายต่อตัวคนงานโดยตรง

Checklist ก่อนเริ่มงานประดาน้ำ

ใช้ตรวจทีมและแผนของคุณก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

  • จัดทีมครบ 5 ตำแหน่งตามนิยามในข้อ 1 และจำนวน "อย่างน้อย" ตามตารางท้ายประกาศ (ตามประเภทเครื่องและความลึก)
  • หัวหน้านักประดาน้ำได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร และจะอยู่สั่งการบนผิวน้ำตลอดเวลา
  • มีแผนการดำน้ำของงานครั้งนี้ อิงตารางมาตรฐานที่ได้มาตรฐาน (ข้อ 2)
  • เตรียมแบบฟอร์ม Diving Record ครบ 9 รายการเวลา (ข้อ 3)
  • บรีฟแผนงาน แผนสื่อสาร และแผนป้องกันอันตรายให้ทีมก่อนลงน้ำ
  • ตรวจอากาศในขวดทุกใบก่อนดำ และเตรียมจดหลังขึ้น
  • ความลึก > 130 ฟุต มีเจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำ · > 190 ฟุต มีแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ/ทางทะเล
  • จัดเวลาทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมง/วัน และ 42 ชั่วโมง/สัปดาห์ (ข้อ 1)
  • ทีมเข้าใจเงื่อนไขสั่งหยุด-เลิกดำน้ำ 3 กรณี (ข้อ 11) และสิทธิปฏิเสธของคนงาน (ข้อ 10)

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: กฎกระทรวงงานประดาน้ำ พ.ศ. 2563 ใช้กับความลึกแค่ไหน? ตอบ: ตามข้อ 2 ของกฎกระทรวง ใช้บังคับสำหรับงานประดาน้ำที่ทำในน้ำลึกตั้งแต่ 10 ฟุต แต่ไม่เกิน 300 ฟุต ตารางจำนวนคนในประกาศกรมฯ จึงครอบช่วงความลึกนี้พอดี

ถาม: หัวหน้านักประดาน้ำลงไปดำพร้อมทีมได้ไหม? ตอบ: ไม่ได้ ข้อ 6 (1) (ฉ) กำหนดให้หัวหน้านักประดาน้ำ "อยู่สั่งการและควบคุมตลอดเวลาที่มีการทำงานประดาน้ำ" ถ้าลงไปดำเอง ก็ไม่มีใครคุมเวลาและสั่งการบนผิวน้ำ

ถาม: ทำไมงานประดาน้ำทำงานได้แค่ 7 ชั่วโมงต่อวัน? ตอบ: เพราะกฎหมายจัดให้งานประดาน้ำเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย ตามข้อ 1 ของประกาศกรมฯ เรื่องตารางมาตรฐานการดำน้ำ จึงจำกัดไว้ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากการทำงานใต้แรงกดดัน

ถาม: Diving Record ต้องมีกี่รายการ? ตอบ: อย่างน้อย 9 รายการเวลา ตามข้อ 3 ตั้งแต่ Left Surface, Reached Bottom ไปจนถึง Total Time of Dive ต้องจดทุกครั้งในแผนการดำน้ำแต่ละครั้ง

ถาม: เมื่อไรที่ต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำประจำหน้างาน? ตอบ: ตามตารางท้ายประกาศกรมฯ เมื่อความลึกมากกว่า 190 ฟุต แต่ไม่เกิน 300 ฟุต ต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำหรือแพทย์เวชศาสตร์ทางทะเล 1 คน ส่วนเจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำเริ่มบังคับตั้งแต่ความลึกมากกว่า 130 ฟุต

สรุป

  • ทีมงานประดาน้ำต้องมี 5 ตำแหน่ง ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 6 — หัวหน้านักประดาน้ำ พี่เลี้ยงนักประดาน้ำ นักประดาน้ำ นักประดาน้ำพร้อมดำ และผู้ควบคุมระบบการจ่ายอากาศและการติดต่อสื่อสาร
  • หัวหน้านักประดาน้ำคือศูนย์กลางความปลอดภัย — วางแผน คุมการสื่อสาร ตรวจความพร้อม คุมเวลาทุกช่วง และอยู่สั่งการตลอดเวลา
  • แผนการดำน้ำต้องทำแต่ละครั้ง อิงตารางมาตรฐาน (ข้อ 2) และบันทึก Diving Record ครบ 9 รายการ (ข้อ 3)
  • จำนวนคนขั้นต่ำ เป็นไปตามตารางท้ายประกาศ ต่างกันตามประเภทเครื่องและความลึก > 130 ฟุตต้องมีเจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ใต้น้ำ และ > 190 ฟุตต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ใต้น้ำ
  • ทำงานไม่เกิน 7 ชั่วโมง/วัน, 42 ชั่วโมง/สัปดาห์ (ข้อ 1) · ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธ (ข้อ 10) · ต้องสั่งหยุด-เลิกดำใน 3 กรณี (ข้อ 11)

ถ้าทีมของคุณกำลังจะรับงานประดาน้ำครั้งต่อไป เริ่มที่การกางตารางท้ายประกาศมาเทียบกับความลึกและประเภทเครื่องที่จะใช้ก่อน แล้วนับคนให้ครบตามตำแหน่ง จากนั้นค่อยลงรายละเอียดแผนการดำน้ำและ Diving Record ของงานนั้น


อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ แผนการดำน้ำ & ทีม? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →
แผนการดำน้ำ + หัวหน้านักประดาน้ำ + ทีม 5 ตำแหน่ง — Safety Station 101